ที่โรงเรียนลูกวชาย อายุ 15 วันนี้มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
กระเป๋าของครูสอนภาษาจีน เป็นชาวตางชาติ หายไป หายจากห้องพักครู ทางโรงเรียนได้นำ ตำรวจมาค้นทั้งโรงเรียน
ผมบอกกับลูกว่าอย่างนี้ต้องจัดการส่งดำเนินคดี
ลูกชายบอกว่า คิดอย่างพ่อนี่แหละทำให้เกิดปัญหามากมาย ไม่ให้อภัย ไม่ให้โอกาส คิดผิดชั่ววูปสังคมไม่ให้ที่หยัดยืน ลูกบอกต่อว่าป่านนี้เค้าคงรู้ตัวแล้วแต่คงไม่ได้มีการให้ออกหรือตัดอนาคตใคร
ลูกบอกต่อว่าเราต้องให้โอกาสเขา ให้เขามีที่หยัดยืนในสังคม ให้เขาแก้ตัว สังคมสมัยนี้จำกัดทิศทางคน ตัดสินคน และผลักให้คนไปเป็นคนไม่ดี
ผมอึ้งไปนาน ฟังเขาสาธยายถึงความรู้สึกและพยายามเรียนรู้
ไม่ตัดสินคน ให้โอกาส ให้อภัย คำเหล่านี้ผมเคยพูด และวันนี้มันย้อนกลับมาหาผม จากปากลูกชาย
วันนี้้ผมได้บทเรียนอันมีค่ามาก บทเรียนแห่งการกระทำไม่ใช่เพียงแค่คิด
วันนี้ผมมั่นใจ ผมได้สัมผัสคนที่มีใจเอื้อเฟื้อแก่สังคม คนที่พร้อมจะให้โอกาสตน
ผมขอบคุณคำสอนจากลูกมากครับ
วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
พ่อและลูก
ผมเกิดมาจำความได้อยู่กับแม่มาตลอด เมื่อเด็กๆ แม่จะพาไปหาพ่อเดือนละครั้งเพื่อไปรับค่าเลี้ยงดูเดือนละ 200 บาท พ่อทำงานที่โรงงานยาสูปที่คลองเตย พอโตขึ้นผมไปเองได้แม่ให้ผมเดินทางไปรับเงินค่าเลี้ยงดูจากพ่อเอง ตัวผมเองไม่ได้คิดอะไรมากนักในวัยเด็กไปตามแม่บอก พบพ่อแต่ไม่ได้คุยกันนานนักไม่เคยกินข้าวกับพ่อ ไม่เคยได้รับสัมผัสหรืออ้อมกอดจากพ่อ หรือมีแต่ผมจำไม่ได้ ทั้งผมยังไม่เคยเห็นรอยยิ้มของพ่อ
เมื่อผมอยู่ มศ. 4 ผมชอบอ่านหนังสือ ช่างอากาศ และนิตยสารการบิน และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เขียนบทความนำมาเรียบเรียงเกี่ยวกับการเหยียบดวงจันทร์ และได้ลงในหนังสือนิตยสารการบิน จนนายทหารอากาศที่ทำหนังสือนั้นมาถึงบ้านเพื่อดูว่าเด็กที่เขียนเป็นใคร เป็นเด็กจริงหรือ ทำให้เกิดความภูมิใจแบบเด็กๆ หัวใจพองโต ในสิ้นเดือนนั้นผมพาหนังสือนั้นไปในวันที่ไปรับเงินค่าเลี้ยงดู เล่าให้พ่อฟังแต่ไม่ทันจบ พ่อไม่เคยเหลือบตาดู พ่อไม่ได้กล่าวอะไรสักคำ พ่อยื่นเงินให้แล้วเดินจากไป
หัวใจที่ฟูเต็มที่กับความภูมิใจในความสำเร็จครั้งแรกของเด็กอายุ 14 ปี กลับชาด้านมืดลงทันที โลกที่สว่างกลับมืดลง ผมเดินถือหนังสือนั้นกลับออกมาเคว้งคว้าง ว่างเปล่า ไม่กลับบ้านในทันทีเหมือนทุกคราว ผมปล่อยตัวเองให้นั่งรถเมล์สายห้วยขวาง คลองเตยไปจนสุดสาย แล้วนั่งกลับมาสุดสายอีกรอบก่อนกลับบ้าน
ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยไปหาพ่อเพื่อเอาเงินค่าเลี้ยงดูอีกเลย ผมเคยถามแม่ว่า ในบ้านหลังนี้มีผมคนเดียวที่ใช้นามสกุลนี้ ผมเปลี่ยนนามสกุลได้ไหม แม่ไม่ตอบ แม่ยิ้ม แล้วก็บอกว่าช่างมันเถอะลูก เราอย่างไรก็เป็นลูกเขาอย่าคิดอกตัญญูอย่างนั้น ผมจึงหยุดคิดเรื่องนั้น แต่ผมไม่เคยบอกแม่ว่าผมไม่ได้ไปเอาเงินจากพ่อ จนผมสอบเข้าวิทยาลัยวิชาการก่อสร้างได้แม่บอกให้ผมไปบอกพ่อ ผมจึงบอกแม่ว่าผมไม่ได้พบพ่อมานานมากแล้ว ผมไม่ไปบอกคงจะได้ ความคิดวัยรุ่นแรง แข็งและไม่เข้าใจชีวิต ไม่มีอภัย มีแต่อาฆาต ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย แต่ไม่เคยลืม
ผมพบพ่ออีกครั้งเมื่อตอนผมบวชในปี 2515 อายุครบ 20 ปีพอดี ผมขอขมาต่อพ่อตามพิธี ผมจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้มากนัก มันผ่านไปเร็วและผมก็มัวแต่ยุ่งกับเรื่องของตัวเอง พ่อผมได้อยู่ร่วมพิธีบวชจนจบ และจากไปอย่างที่ผมก็ไม่ได้จดจำ ผมบวชหนึ่งพรรษาเต็มรับกฐินสอบนักธรรมตรีสนามหลวง บวชเป็นเวลาหกเดือนแล้วจึงสึก เมื่อกลับไปกราบแม่ที่บ้านแม่บอกให้ไปหาพ่อด้วย ผมตอบไปด้วยกิเลศเต็มความคิดว่า ผมตายไปจากฆารวาสและเป็นเพศบรรพชิตผมได้ตอบแทนครบแล้ว บัดนี้ผมเกิดใหม่จากเพศบรรพชิตมาเป้นฆารวาสอีกครั้งคราวนี้ขอเป็นลูกแม่เพียงคนเดียวก็แล้วกัน กิเลศพาให้ผมออกห่างพ่ออย่างไม่มีวันจะกลับมาพบกันได้อีก
ชีวิตของผมก็ผ่านไปจนมีลูก ผมกับลูก
ผมแต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกมีบุตรีหนึ่งคน ผมตั้งใจจะเลี้ยงเอง แต่ด้วยเวรกรรมที่ไม่อธิบายได้และความไม่เข้มแข็งตั้งใจของผม ผมเลี้ยงได้จนถึง 4 ขวบ เลี้ยงไม่ได้ทะนุถนอมและทำร้ายเขาทั้งกายและใจ เมื่อบุตรีอายุ 4 ขวบผมได้นำเขามาให้แม่ผมเป็นคนเลี้ยงดู ชีวิตผ่านไปผมทำงานต่างจังหวัดกลับมาดูเขาบ้างไม่ได้ดูแลทั้งกายและใจเพียงแต่ส่งเงินให้เท่านั้น ตอนอายุเธอได้ 10 ปี ครูใหญ่เรียกพบและบอกให้เอาลูกไปเลี้ยงเอง เพราะเธอขาดความอบอุ่นมากๆ ผมนำเธอกลับมาเลี้ยงได้อีกระยะหนึ่ง แต่ด้วยกรรมหรือเวรไม่ทราบได้ เธออยู่ได้ประมาณ 3 ปี อายุ 13 ปี เราเอาเธอไปเรียนต่างจังหวัดอีกครั้ง ให้เธอไปโดดเดี่ยวอีกครั้ง ไม่ทันครบปีผมต้องรับเธอกลับมาอยู่ด้วยที่ที่เราพาเธอไปไม่ใช่ที่ทางของเธอ ครูที่เธอไปพักด้วยบอกเธอเป็นคนมีความสามารถให้เลี้ยงเองเลี้ยงให้ดี เธอเสียเวลาไปหนึ่งปีและกลับมาเรียนอยู่กับผม จากอยู่ต่างอำเภอเราย้ายมาอยู่ในเมือง ผมไปเรียนต่อต่างจังหวัด เธออยู่เพียงลำพังกับผมในวันธรรมดา และวันหยุดเธออยู่กับแม่เธอที่ไปทำงานต่างจังหวัดแล้วจะกลับมาในวันเสาร์อาทิตย์ ต่อมาเมื่อธออายุได้ 17 ปี ผมแยกทางกับภรรยา เธออายุ 18 ปี ผมแต่งงานใหม่ เธอย้ายไปเรียนที่ กรุงเทพและอยู่คนเดียวที่หอพัก เรื่องราวซับซ้อน(หมายถึงไม่อยากเอ่ยถึง) และสุดท้ายเธอก็กลับมาอยู่กับแม่ผมอีกครั้งก่อนที่จะออกไปสร้างอาชีพเองและทำธุรกิจเอง มีบ้านพักอาศัยราคาแพงก่วาบ้านผม แม่ของเธอกลับมาดูแลเธอตอนเธออายุ 30 ปี ขณะบันทึกนี้เธออายุ 36 ปีแล้วผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับเธอเราต่างคนต่างอยู่
ในปัจจุบันนี้ผมมีบุตรอีกคน อายุ 15 ปีในปีนี้ ผมไม่ได้เลี้ยงดูแบบใกล้ชิดนัก ผมต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยมาก ไปแทบทุกอาทิตย์ ตลอดเวลาที่ทำงาน ผมพึ่งได้มาอยู่ด้วยโดยไม่ค่อยได้เดินทางเมื่อเขาอายุ 14 ปี ในเวลาที่ผมเกษียณอายุมาเป็นราษฎรธรรมดา ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ใกล้แต่ก็ไม่ห่าง ผมยังให้คำปรึกษาเขาได้ในบางเรื่องที่เขาต้องการ และขอคำแนะนำจากเขาในเรื่องที่ไม่รู้ เขามึความเป็นตัวของตัวเองสูง โดดเดี่ยวเหมือนลูกคนเดียวทั่วไป เขามีชีวิตของเขา
ผมนึกถึงพ่อของผมตามหาเขาเมื่อผมอายุได้ประมาณ 50 ปี ตอนนั้นเขาน่าจะเกษียณแล้ว พ่อ คนที่ผมยังไม่รู้รากเง่าของตนเอง ผมตามหาเขาเพื่อจะรู้จักรากของตัวเอง ตามหาเพราะลูกเคยถามว่าพ่อของพ่อเป็นคนที่ไหน ถามคำถามที่ผมไม่เคยอยากรู้เลย ผมอยู่ในสังคมที่เชิดชูความกตัญญู เชิดชูสิ่งที่เป็นบุพการี ผมก็ถูกสั่งสอนมาเช่นนั้น ผลของการตามหานั้นไม่เจอพ่อหรือข่าวคราวของเขาเลย ผมเคยพิ่มพ์ นามสกุล เพื่อหาใน Internet ผมพบเพียงคนเดียวที่นามสกุลเดียวกับผม เป็นผู้หญิง และเป็นเรื่องบังเอิญอีกวันหนึงเพื่อนที่ทำงานด้วยกันวางการ์ดเชิญแต่งงานไว้บนโต๊ะชื่อของฝ่ายหญิงคือเธอคนนั้น ผมขอให้เขาช่วยสอบถามว่าบิดาของเธอชื่ออะไร คำตอบที่ได้คือ เธอไม่ชอบที่จะสนทนาเกี่ยวกับ บิดา ของเธอ
ช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมต้องจากบ้านไปอยู่คนเดียวในเวลาที่เศรษฐกิจส่วนตัวไม่ดี หนี้สินรุงรัง ผมเอาตัวรอดมาได้ด้วยโชคช่วย ตลอดสามปีที่ผจญทุกสูญเสียทุกอย่างแต่ผมยังมี คนรอบข้างที่ไม่ทอดทิ้งผม แม้เพื่อนจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ผมยังมีเมีย ลูก และน้อง คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ ผมอดทนไม่ได้รบกวนใครมากนัก ยกเว้นเมีย ในช่วงนั้นที่ผมทำแทบทุกคืน คือ สวดมนต์ให้จิตสงบ และหลังจากนั้นผมจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร พ่อ แม่ พ่อเลี้ยง คุณลุง คุณป้า ทั่งห้าคนคือผู้เป็นบุพการีของผม
วันนี้ผมไม่ได้ค้นหา พ่อ อีกแล้ว ผมพบว่าในใจผมยังติดค้าง พ่อ อยู่ ผมยังไม่เคยให้อภัยพ่อผมอย่างแท้จริง ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง ปลดปล่อยจากความมืดบอดของความอาฆาต ความทรงจำร้ายๆ ที่ไม่เคยลืมมาก่อน มันฝัง มันเป็นตะกอนในใจ มันอยู่ลึกและขึ้นมาทำร้ายเป็นระยะ ผมต้องการปลดปล่อยภาวะที่ไม่พึงประสงค์นี้ออกไป ผมเข้าใจพ่อ เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย ภาระต่างๆ ของความเป็นพ่อ มีมาก น่าเห็นใจ ผมต้องการตั้งจิตขออภัยอย่างแท้จริง หากมีทางใดที่ท่านรู้ได้โปรดได้อภัยในความไม่รู้ อภัยให้ด้านดำมืดของเด็กคนนี้
ด้วยจิตนอบน้อม
เมื่อผมอยู่ มศ. 4 ผมชอบอ่านหนังสือ ช่างอากาศ และนิตยสารการบิน และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เขียนบทความนำมาเรียบเรียงเกี่ยวกับการเหยียบดวงจันทร์ และได้ลงในหนังสือนิตยสารการบิน จนนายทหารอากาศที่ทำหนังสือนั้นมาถึงบ้านเพื่อดูว่าเด็กที่เขียนเป็นใคร เป็นเด็กจริงหรือ ทำให้เกิดความภูมิใจแบบเด็กๆ หัวใจพองโต ในสิ้นเดือนนั้นผมพาหนังสือนั้นไปในวันที่ไปรับเงินค่าเลี้ยงดู เล่าให้พ่อฟังแต่ไม่ทันจบ พ่อไม่เคยเหลือบตาดู พ่อไม่ได้กล่าวอะไรสักคำ พ่อยื่นเงินให้แล้วเดินจากไป
หัวใจที่ฟูเต็มที่กับความภูมิใจในความสำเร็จครั้งแรกของเด็กอายุ 14 ปี กลับชาด้านมืดลงทันที โลกที่สว่างกลับมืดลง ผมเดินถือหนังสือนั้นกลับออกมาเคว้งคว้าง ว่างเปล่า ไม่กลับบ้านในทันทีเหมือนทุกคราว ผมปล่อยตัวเองให้นั่งรถเมล์สายห้วยขวาง คลองเตยไปจนสุดสาย แล้วนั่งกลับมาสุดสายอีกรอบก่อนกลับบ้าน
ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยไปหาพ่อเพื่อเอาเงินค่าเลี้ยงดูอีกเลย ผมเคยถามแม่ว่า ในบ้านหลังนี้มีผมคนเดียวที่ใช้นามสกุลนี้ ผมเปลี่ยนนามสกุลได้ไหม แม่ไม่ตอบ แม่ยิ้ม แล้วก็บอกว่าช่างมันเถอะลูก เราอย่างไรก็เป็นลูกเขาอย่าคิดอกตัญญูอย่างนั้น ผมจึงหยุดคิดเรื่องนั้น แต่ผมไม่เคยบอกแม่ว่าผมไม่ได้ไปเอาเงินจากพ่อ จนผมสอบเข้าวิทยาลัยวิชาการก่อสร้างได้แม่บอกให้ผมไปบอกพ่อ ผมจึงบอกแม่ว่าผมไม่ได้พบพ่อมานานมากแล้ว ผมไม่ไปบอกคงจะได้ ความคิดวัยรุ่นแรง แข็งและไม่เข้าใจชีวิต ไม่มีอภัย มีแต่อาฆาต ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย แต่ไม่เคยลืม
![]() | |
| บวชเมื่ออายุ 20 ครบบวชพอดี ปี 2515 |
ผมพบพ่ออีกครั้งเมื่อตอนผมบวชในปี 2515 อายุครบ 20 ปีพอดี ผมขอขมาต่อพ่อตามพิธี ผมจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้มากนัก มันผ่านไปเร็วและผมก็มัวแต่ยุ่งกับเรื่องของตัวเอง พ่อผมได้อยู่ร่วมพิธีบวชจนจบ และจากไปอย่างที่ผมก็ไม่ได้จดจำ ผมบวชหนึ่งพรรษาเต็มรับกฐินสอบนักธรรมตรีสนามหลวง บวชเป็นเวลาหกเดือนแล้วจึงสึก เมื่อกลับไปกราบแม่ที่บ้านแม่บอกให้ไปหาพ่อด้วย ผมตอบไปด้วยกิเลศเต็มความคิดว่า ผมตายไปจากฆารวาสและเป็นเพศบรรพชิตผมได้ตอบแทนครบแล้ว บัดนี้ผมเกิดใหม่จากเพศบรรพชิตมาเป้นฆารวาสอีกครั้งคราวนี้ขอเป็นลูกแม่เพียงคนเดียวก็แล้วกัน กิเลศพาให้ผมออกห่างพ่ออย่างไม่มีวันจะกลับมาพบกันได้อีก
ชีวิตของผมก็ผ่านไปจนมีลูก ผมกับลูก
ผมแต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกมีบุตรีหนึ่งคน ผมตั้งใจจะเลี้ยงเอง แต่ด้วยเวรกรรมที่ไม่อธิบายได้และความไม่เข้มแข็งตั้งใจของผม ผมเลี้ยงได้จนถึง 4 ขวบ เลี้ยงไม่ได้ทะนุถนอมและทำร้ายเขาทั้งกายและใจ เมื่อบุตรีอายุ 4 ขวบผมได้นำเขามาให้แม่ผมเป็นคนเลี้ยงดู ชีวิตผ่านไปผมทำงานต่างจังหวัดกลับมาดูเขาบ้างไม่ได้ดูแลทั้งกายและใจเพียงแต่ส่งเงินให้เท่านั้น ตอนอายุเธอได้ 10 ปี ครูใหญ่เรียกพบและบอกให้เอาลูกไปเลี้ยงเอง เพราะเธอขาดความอบอุ่นมากๆ ผมนำเธอกลับมาเลี้ยงได้อีกระยะหนึ่ง แต่ด้วยกรรมหรือเวรไม่ทราบได้ เธออยู่ได้ประมาณ 3 ปี อายุ 13 ปี เราเอาเธอไปเรียนต่างจังหวัดอีกครั้ง ให้เธอไปโดดเดี่ยวอีกครั้ง ไม่ทันครบปีผมต้องรับเธอกลับมาอยู่ด้วยที่ที่เราพาเธอไปไม่ใช่ที่ทางของเธอ ครูที่เธอไปพักด้วยบอกเธอเป็นคนมีความสามารถให้เลี้ยงเองเลี้ยงให้ดี เธอเสียเวลาไปหนึ่งปีและกลับมาเรียนอยู่กับผม จากอยู่ต่างอำเภอเราย้ายมาอยู่ในเมือง ผมไปเรียนต่อต่างจังหวัด เธออยู่เพียงลำพังกับผมในวันธรรมดา และวันหยุดเธออยู่กับแม่เธอที่ไปทำงานต่างจังหวัดแล้วจะกลับมาในวันเสาร์อาทิตย์ ต่อมาเมื่อธออายุได้ 17 ปี ผมแยกทางกับภรรยา เธออายุ 18 ปี ผมแต่งงานใหม่ เธอย้ายไปเรียนที่ กรุงเทพและอยู่คนเดียวที่หอพัก เรื่องราวซับซ้อน(หมายถึงไม่อยากเอ่ยถึง) และสุดท้ายเธอก็กลับมาอยู่กับแม่ผมอีกครั้งก่อนที่จะออกไปสร้างอาชีพเองและทำธุรกิจเอง มีบ้านพักอาศัยราคาแพงก่วาบ้านผม แม่ของเธอกลับมาดูแลเธอตอนเธออายุ 30 ปี ขณะบันทึกนี้เธออายุ 36 ปีแล้วผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับเธอเราต่างคนต่างอยู่
ในปัจจุบันนี้ผมมีบุตรอีกคน อายุ 15 ปีในปีนี้ ผมไม่ได้เลี้ยงดูแบบใกล้ชิดนัก ผมต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยมาก ไปแทบทุกอาทิตย์ ตลอดเวลาที่ทำงาน ผมพึ่งได้มาอยู่ด้วยโดยไม่ค่อยได้เดินทางเมื่อเขาอายุ 14 ปี ในเวลาที่ผมเกษียณอายุมาเป็นราษฎรธรรมดา ความสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ใกล้แต่ก็ไม่ห่าง ผมยังให้คำปรึกษาเขาได้ในบางเรื่องที่เขาต้องการ และขอคำแนะนำจากเขาในเรื่องที่ไม่รู้ เขามึความเป็นตัวของตัวเองสูง โดดเดี่ยวเหมือนลูกคนเดียวทั่วไป เขามีชีวิตของเขา
ผมนึกถึงพ่อของผมตามหาเขาเมื่อผมอายุได้ประมาณ 50 ปี ตอนนั้นเขาน่าจะเกษียณแล้ว พ่อ คนที่ผมยังไม่รู้รากเง่าของตนเอง ผมตามหาเขาเพื่อจะรู้จักรากของตัวเอง ตามหาเพราะลูกเคยถามว่าพ่อของพ่อเป็นคนที่ไหน ถามคำถามที่ผมไม่เคยอยากรู้เลย ผมอยู่ในสังคมที่เชิดชูความกตัญญู เชิดชูสิ่งที่เป็นบุพการี ผมก็ถูกสั่งสอนมาเช่นนั้น ผลของการตามหานั้นไม่เจอพ่อหรือข่าวคราวของเขาเลย ผมเคยพิ่มพ์ นามสกุล เพื่อหาใน Internet ผมพบเพียงคนเดียวที่นามสกุลเดียวกับผม เป็นผู้หญิง และเป็นเรื่องบังเอิญอีกวันหนึงเพื่อนที่ทำงานด้วยกันวางการ์ดเชิญแต่งงานไว้บนโต๊ะชื่อของฝ่ายหญิงคือเธอคนนั้น ผมขอให้เขาช่วยสอบถามว่าบิดาของเธอชื่ออะไร คำตอบที่ได้คือ เธอไม่ชอบที่จะสนทนาเกี่ยวกับ บิดา ของเธอ
ช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมต้องจากบ้านไปอยู่คนเดียวในเวลาที่เศรษฐกิจส่วนตัวไม่ดี หนี้สินรุงรัง ผมเอาตัวรอดมาได้ด้วยโชคช่วย ตลอดสามปีที่ผจญทุกสูญเสียทุกอย่างแต่ผมยังมี คนรอบข้างที่ไม่ทอดทิ้งผม แม้เพื่อนจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ผมยังมีเมีย ลูก และน้อง คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ ผมอดทนไม่ได้รบกวนใครมากนัก ยกเว้นเมีย ในช่วงนั้นที่ผมทำแทบทุกคืน คือ สวดมนต์ให้จิตสงบ และหลังจากนั้นผมจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร พ่อ แม่ พ่อเลี้ยง คุณลุง คุณป้า ทั่งห้าคนคือผู้เป็นบุพการีของผม
วันนี้ผมไม่ได้ค้นหา พ่อ อีกแล้ว ผมพบว่าในใจผมยังติดค้าง พ่อ อยู่ ผมยังไม่เคยให้อภัยพ่อผมอย่างแท้จริง ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง ปลดปล่อยจากความมืดบอดของความอาฆาต ความทรงจำร้ายๆ ที่ไม่เคยลืมมาก่อน มันฝัง มันเป็นตะกอนในใจ มันอยู่ลึกและขึ้นมาทำร้ายเป็นระยะ ผมต้องการปลดปล่อยภาวะที่ไม่พึงประสงค์นี้ออกไป ผมเข้าใจพ่อ เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย ภาระต่างๆ ของความเป็นพ่อ มีมาก น่าเห็นใจ ผมต้องการตั้งจิตขออภัยอย่างแท้จริง หากมีทางใดที่ท่านรู้ได้โปรดได้อภัยในความไม่รู้ อภัยให้ด้านดำมืดของเด็กคนนี้
อภัยให้ผมนะครับพ่อ
ด้วยจิตนอบน้อม
วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
เรียนรู้อยู่กับลมหายใจ
วันทุกวันของเราเริ่มต้นจากเช้าเมื่อตื่นจากหลับไหล นั่งทบทวนตนก่อนลุกจากที่นอน พับผ้าห่มไปด้วย
เมื่อตื่นขึ้นความคิดเริ่มทำงาน การทบทวนตนเองก็เป็นการคิดอย่างหนึ่ง ลองละทิ้งการคิดไว้ในที่ทางของเขาไม่ใส่ใจ จัดผ้าห่มไว้ที่ที่ กลับมาตรวจตราร่างกาย ทำความรู้สึกกับร่างกาย ลมหายใจผ่านเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ปิดตาสำรวจความรู้สึกตามร่างกายเริ่มจากปลายเท้าขึ้นมา
สำรวจพร้อมทั้งขอบคุณร่างกายนี้ที่ได้อาศัยมาด้วยดีเป็นเวลาหลายปีแล้ว
สำรวจพร้อมทั้งขอโทษที่ไม่ได้ดูแลให้ดี
สำรวจพร้อมทั้งยินดีที่ยังได้อาศัยกายนี้ต่อไป กายนี้ช่างอัศจรรย์ยิ่งและมีค่าเหลือเกิน
ไล่ความรู้สึกจากข้างนอกอย่างช้าๆ แข้ง หัวเข่า ขา ท้อง หน้าอก แขน มือ ลำคอ ศรีษะ หู จมูก ปาก จบภายนอกแล้ว สำรวจภายใน ลิ้นลำคอ หัวใจ ปอด กระเพาะ สำใส้ ตับ ใต ม้าม และของแข็ง ของเหลวในกาย
ตั้งกายตรงทรงกายมั่น ลืมตาแล้วลุกขึ้นยืน ทำสติรู้อยุ่ ทำความสะอาดร่างกายตอนเช้าพร้อมทั้งขับถ่ายปัสสาวะ เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
ระหว่างอาการทางกายเหล่านั้น อาการทางใจยังวิ่งวุ่น คิดไปต่างๆ นานา ระลึกไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว นานมากบ้าง เร็วๆ นี้บ้าง เมื่อระลึกนึกถึงแล้วกรอบของเรื่องต่างๆ ก็มาจับทำให้คิดต่อ พยายามสะบั้นความคิดได้เป็นช่วงๆ ความคิดบางอย่างเร็วมากมาโดยอัตโนมัติสะสม เวลาดึงออกมาไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร แต่พอรู้ตัวจะจัดการกับมัน กลับเป็นว่าหามันไม่เจอ มันซ่อนอยู่ลึกเร้นและทำงานอัตโนมัตอย่างน่ากลัว จึงรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวเพลินไปถึงไหนต่อไหนกว่าจะกลับมาได้ พยายามให้ความคิดอัตโนมัติเช่นนี้ไม่ทำงาน โดยทความรู้สึกตัว รู้ถึงจุดประสงค์ที่จะทำ จับสติกับกายให้รู้ว่าการเคลื่อนไปเป็นอย่างไร ทิ้งความคิดไป แต่ความต่อเนื่องของอาการนี้ยังไม่นิ่งพอ ยังกวัดแกว่งไปมา อารมรณ์ที่มาถึงจึงก่อเวทนาขึ้น สังเกต ดู รู้อยู่ไม่คิดต่อ พลัดตกไปบ้าง
เสร็จจากธุระส่วนตนแล้ว เข้าไปในครัว เก็บภาชนะที่ล้างไว้แต่เมื่อวานตอนค่ำเข้าที่ ภาชนะมีทึ่อยู่ของมันเมื่อเข้าที่แล้วก็ดูเรียบร้อย เก็บเสร็จเดินออกกำลังโดยเดินรอบโต๊ะรับประทานอาหาร การเดินอย่างเงียบๆ ไม่เร็วไม่ช้า ออกกำลังและระวังความคิดไปพร้อมกัน เดินนับก้าว เดินขยับแขนขึ้นลงกางและหุบสลับไปมา นับก้าวละหนึ่งพยางค์ ถึงประมาณ ห้าร้อย เป็นอันออกกำลังกายและจิตเสร็จ
ส่งลูกไปโรงเรียน โบกมือส่งท้ายให้กันและบอกว่าแล้วพบกันตอนเย็น ส่งลูกไปนี้ความคิดทำงานอีกแล้ว เหมือนการจากแบบชั่วคราวเวลาไม่นาน ไม่ได้ปรารถนาอะไร เดี๋ยวก็พบกันตอนเย็น ตามดูความคิด ไม่ปรุงต่อไปจากนั้น ให้เรียนรู้การพลัดพรากแม้เพียงชั่วคราว เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ความคิดจรมาบรรจบ อันนี้เป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา ดูแล้วก็วางเสีย
ต่อด้วยรดน้ำต้นไม้
กิจกรรมยาวเช้าดูหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ต่อครอบครัวและคนรอบข้าง ค่อยมาสังเกต เรียนรู้อยู่กับลมหายใจต่อครั้งหน้าครับ
เมื่อตื่นขึ้นความคิดเริ่มทำงาน การทบทวนตนเองก็เป็นการคิดอย่างหนึ่ง ลองละทิ้งการคิดไว้ในที่ทางของเขาไม่ใส่ใจ จัดผ้าห่มไว้ที่ที่ กลับมาตรวจตราร่างกาย ทำความรู้สึกกับร่างกาย ลมหายใจผ่านเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ปิดตาสำรวจความรู้สึกตามร่างกายเริ่มจากปลายเท้าขึ้นมา
สำรวจพร้อมทั้งขอบคุณร่างกายนี้ที่ได้อาศัยมาด้วยดีเป็นเวลาหลายปีแล้ว
สำรวจพร้อมทั้งขอโทษที่ไม่ได้ดูแลให้ดี
สำรวจพร้อมทั้งยินดีที่ยังได้อาศัยกายนี้ต่อไป กายนี้ช่างอัศจรรย์ยิ่งและมีค่าเหลือเกิน
ไล่ความรู้สึกจากข้างนอกอย่างช้าๆ แข้ง หัวเข่า ขา ท้อง หน้าอก แขน มือ ลำคอ ศรีษะ หู จมูก ปาก จบภายนอกแล้ว สำรวจภายใน ลิ้นลำคอ หัวใจ ปอด กระเพาะ สำใส้ ตับ ใต ม้าม และของแข็ง ของเหลวในกาย
ตั้งกายตรงทรงกายมั่น ลืมตาแล้วลุกขึ้นยืน ทำสติรู้อยุ่ ทำความสะอาดร่างกายตอนเช้าพร้อมทั้งขับถ่ายปัสสาวะ เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
ระหว่างอาการทางกายเหล่านั้น อาการทางใจยังวิ่งวุ่น คิดไปต่างๆ นานา ระลึกไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว นานมากบ้าง เร็วๆ นี้บ้าง เมื่อระลึกนึกถึงแล้วกรอบของเรื่องต่างๆ ก็มาจับทำให้คิดต่อ พยายามสะบั้นความคิดได้เป็นช่วงๆ ความคิดบางอย่างเร็วมากมาโดยอัตโนมัติสะสม เวลาดึงออกมาไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร แต่พอรู้ตัวจะจัดการกับมัน กลับเป็นว่าหามันไม่เจอ มันซ่อนอยู่ลึกเร้นและทำงานอัตโนมัตอย่างน่ากลัว จึงรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวเพลินไปถึงไหนต่อไหนกว่าจะกลับมาได้ พยายามให้ความคิดอัตโนมัติเช่นนี้ไม่ทำงาน โดยทความรู้สึกตัว รู้ถึงจุดประสงค์ที่จะทำ จับสติกับกายให้รู้ว่าการเคลื่อนไปเป็นอย่างไร ทิ้งความคิดไป แต่ความต่อเนื่องของอาการนี้ยังไม่นิ่งพอ ยังกวัดแกว่งไปมา อารมรณ์ที่มาถึงจึงก่อเวทนาขึ้น สังเกต ดู รู้อยู่ไม่คิดต่อ พลัดตกไปบ้าง
เสร็จจากธุระส่วนตนแล้ว เข้าไปในครัว เก็บภาชนะที่ล้างไว้แต่เมื่อวานตอนค่ำเข้าที่ ภาชนะมีทึ่อยู่ของมันเมื่อเข้าที่แล้วก็ดูเรียบร้อย เก็บเสร็จเดินออกกำลังโดยเดินรอบโต๊ะรับประทานอาหาร การเดินอย่างเงียบๆ ไม่เร็วไม่ช้า ออกกำลังและระวังความคิดไปพร้อมกัน เดินนับก้าว เดินขยับแขนขึ้นลงกางและหุบสลับไปมา นับก้าวละหนึ่งพยางค์ ถึงประมาณ ห้าร้อย เป็นอันออกกำลังกายและจิตเสร็จ
ส่งลูกไปโรงเรียน โบกมือส่งท้ายให้กันและบอกว่าแล้วพบกันตอนเย็น ส่งลูกไปนี้ความคิดทำงานอีกแล้ว เหมือนการจากแบบชั่วคราวเวลาไม่นาน ไม่ได้ปรารถนาอะไร เดี๋ยวก็พบกันตอนเย็น ตามดูความคิด ไม่ปรุงต่อไปจากนั้น ให้เรียนรู้การพลัดพรากแม้เพียงชั่วคราว เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป ความคิดจรมาบรรจบ อันนี้เป็นสัญญา ไม่ใช่ปัญญา ดูแล้วก็วางเสีย
ต่อด้วยรดน้ำต้นไม้
กิจกรรมยาวเช้าดูหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ต่อครอบครัวและคนรอบข้าง ค่อยมาสังเกต เรียนรู้อยู่กับลมหายใจต่อครั้งหน้าครับ
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
คำอฐิษฐานของพ่อ
A Father Prayer by General Douglas MacArthur
![]() | |
| ภาพจาก http://www.turnbacktogod.com/wp-content/uploads/2009/03/general-douglas-macarthur.jpg |
Read more at A Father Prayer by General Douglas MacArthur
Build me a son, O Lord, who will be strong enough to know when he is weak, and brave enough to face himself when he is afraid; one who will be proud and unbending in honest defeat, and humble and gentle in victory.
Build me a son whose wishes will not take the place of deeds; a son who will know Thee — and that to know himself is the foundation stone of knowledge.
Lead him, I pray, not in the path of ease and comfort, but under the stress and spur of difficulties and challenge. Here let him learn to stand up in the storm; here let him learn compassion for those who fail.
Build me a son whose heart will be clear, whose goals will be high; a son who will master himself before he seeks to master other men; one who will reach into the future, yet never forget the past.
And after all these things are his, give him, I pray, enough of a sense of humor, so that he may always be serious, yet never take himself too seriously. Give him humility, so that he may always remember the simplicity of true greatness, the open mind of true wisdom, and the meekness of true strength.
Then I, his father, will dare to whisper,
“I have not lived in vain.”
คำแปล
โดย คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรณ์ (คัดลอกจากหนังสือ จิ้งจกทัก)
โปรดสร้างลูกให้ข้าพเจ้าสักคนเถิด
ลูกซึ่งเข้มแข็งพอที่จะรู้ตัวเมื่อเขาอ่อนแอ
กล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าเขากลัว
หยิ่งผยองไม่ก้มหัวกับการพ่ายแพ้ที่สุจริต
แต่กลับอ่อนน้อมอ่อนโยนเมื่อมีชัย
โปรดสร้างลูกให้ข้าพเจ้าสักคนเถิด
ลูกซึ่งไม่เอาแต่เพียงความปรารถนาจะทำมาแทนการกระทำ
ลูกซึ่งรู้จักพระองค์ และรู้ว่า
การรู้จักตนเองนั้นแหละคือฐานรากที่มั่นคงของความรู้
โปรดนำทางเขาเถิด ข้าพเจ้าจะขอร้อง
ไปสู่ทางที่ไม่ใช่ความสะดวก ความสบาย
แต่เป็นทางที่มีทั้งความกดดัน ความยากลำบาก และท้าทาย
ที่นั่นเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดอยู่ท่ามกลาพายุ
ที่นั่นเขาจะได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกและเห็นใจคนพ่ายแพ้
โปรดสร้างลูกให้ข้าพเจ้าสักคนเถิด
ลูกซึ่งดวงใจใสสะอาด
ลูกซึ่งมีเป้าหมายอันสูงส่ง
ลูกซึ่งจะต้องชนะตนเองก่อนที่จะไปพยายามเอาชนะคนอื่น
ลูกซึ่งจะเอื้อมไปไขว่ความอนาค แต่ไม่ลืมอดีต
และเมื่อเขาได้เป็นทุกสิ่งที่ท่านสร้างแล้ว ข้าพเจ้าวอน
ขอให้เขามีอารมณ์ขัน ซึ่งถึงแม้เขาจะเป็นคนจริงจัง
แต่ก็จะไม่จริงจังกับตัวเองจนเกินไป
โปรดให้ความถ่อมตนกับเขา
เพื่อเขาจะได้รำลึกไว้ตลอดกาลถึงความยิ่งใหญ่ของความเรียบง่าย
การเปิดใจให้กว้างคือปัญญาอันแท้จริง
การยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามคือความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน
เมื่อนั้นแหละ พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะกล้ากระซิบว่า
"ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาโดยเปล่าประโยชน์"
ลูกซึ่งเข้มแข็งพอที่จะรู้ตัวเมื่อเขาอ่อนแอ
กล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าเขากลัว
หยิ่งผยองไม่ก้มหัวกับการพ่ายแพ้ที่สุจริต
แต่กลับอ่อนน้อมอ่อนโยนเมื่อมีชัย
โปรดสร้างลูกให้ข้าพเจ้าสักคนเถิด
ลูกซึ่งไม่เอาแต่เพียงความปรารถนาจะทำมาแทนการกระทำ
ลูกซึ่งรู้จักพระองค์ และรู้ว่า
การรู้จักตนเองนั้นแหละคือฐานรากที่มั่นคงของความรู้
โปรดนำทางเขาเถิด ข้าพเจ้าจะขอร้อง
ไปสู่ทางที่ไม่ใช่ความสะดวก ความสบาย
แต่เป็นทางที่มีทั้งความกดดัน ความยากลำบาก และท้าทาย
ที่นั่นเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยืนหยัดอยู่ท่ามกลาพายุ
ที่นั่นเขาจะได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกและเห็นใจคนพ่ายแพ้
โปรดสร้างลูกให้ข้าพเจ้าสักคนเถิด
ลูกซึ่งดวงใจใสสะอาด
ลูกซึ่งมีเป้าหมายอันสูงส่ง
ลูกซึ่งจะต้องชนะตนเองก่อนที่จะไปพยายามเอาชนะคนอื่น
ลูกซึ่งจะเอื้อมไปไขว่ความอนาค แต่ไม่ลืมอดีต
และเมื่อเขาได้เป็นทุกสิ่งที่ท่านสร้างแล้ว ข้าพเจ้าวอน
ขอให้เขามีอารมณ์ขัน ซึ่งถึงแม้เขาจะเป็นคนจริงจัง
แต่ก็จะไม่จริงจังกับตัวเองจนเกินไป
โปรดให้ความถ่อมตนกับเขา
เพื่อเขาจะได้รำลึกไว้ตลอดกาลถึงความยิ่งใหญ่ของความเรียบง่าย
การเปิดใจให้กว้างคือปัญญาอันแท้จริง
การยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามคือความแข็งแกร่งที่ยั่งยืน
เมื่อนั้นแหละ พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะกล้ากระซิบว่า
"ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาโดยเปล่าประโยชน์"
วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556
แจกเพื่อนแท้ เล่มที่ 27-28 แนว Howto
สัญญาไว้ว่า จะแจกหนังสือประเภท Howto ขอแจกก่อนสงกรานต์ สองเล่ม เป็นหนังสือเกี่ยวกับ การพัฒนาคุณภาพงาน Six Sigma สองเล่ม
เล่มที่ 27
Six Sigma for Everyone (คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
แต่งโดย George Eckes
แปลและเรียบเรียงโดย ดร.วิทยาสุหฤทดำรง
สำนักพิมพ์กรุงเทพ อี ไอ สแควร์ พับลิชชิ่ง ปี 2546
จำนวน 176 หน้า
จัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ด
ISBN 974-91677-5-9
เล่มที่ 28
คู่มือปฏิบัติ Six Sigma เพื่อสร้างความเป็นเลิศในองค์กร(คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
Forrest W. Breyfogle III, James M.cupello, Becki Meadows เขียน
ดร.ณัฐพันธ์ เขจรนันทน์ และคณะ ...แปลและเรียบเรียง
บริษัท เอ็กซเปอร์เน็ท จำกัด ตุลาคม 2546
จำนวน 340 หน้า
ISBN 974-906-400-3
เหมือนเดิมนะครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง
rarearntoo@gmail.com
เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ)
โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
เล่มที่ 27
Six Sigma for Everyone (คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
แต่งโดย George Eckes
แปลและเรียบเรียงโดย ดร.วิทยาสุหฤทดำรง
สำนักพิมพ์กรุงเทพ อี ไอ สแควร์ พับลิชชิ่ง ปี 2546
จำนวน 176 หน้า
จัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ด
ISBN 974-91677-5-9
เล่มที่ 28
คู่มือปฏิบัติ Six Sigma เพื่อสร้างความเป็นเลิศในองค์กร(คลิกเพื่อดูรายละเอียด)
Forrest W. Breyfogle III, James M.cupello, Becki Meadows เขียน
ดร.ณัฐพันธ์ เขจรนันทน์ และคณะ ...แปลและเรียบเรียง
บริษัท เอ็กซเปอร์เน็ท จำกัด ตุลาคม 2546
จำนวน 340 หน้า
ISBN 974-906-400-3
เหมือนเดิมนะครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง
rarearntoo@gmail.com
เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ)
โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556
โครงการแจกเพื่อนแท้ เล่มที่ 9-26
วันเสาร์นี้ แจกแหลก 18 เล่ม
ดูกันเองนะครับ มีหลายแนว
โปรดแจ้งความจำนงมายัง rarearntoo@gmail.com เรื่อง Subject :
ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ) โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
เล่มที่ 9
แล้วคุณจะรู้ว่า นักโทษ มีดีกว่าที่ทำการฆ่า
เล่มที่ 10
รู้จัก เสถึยร จันทิมาธร นะ
เล่มที่ 11
นิยายวิทยาศาสตร์ ที่โด่งดัง ผมอ่านเพราะอยู่ห่างอารยะธรรมใหม่ ดูหนังไม่ได้ เลยอ่านหนังสืออย่างเดียว คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนแต่ก่อนต้องอ่านหนังสือ 555
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
เล่มที่ 12
เรื่องแปล จาก Moment by Moment
เล่มที่ 13
อ่านชื่อที่เค้าแต่ง ก็ อายุตอนนี้ มากกว่า 60 คือเกษียณแล้วทั้งนั้น
เล่มนี้ิพิมพ์เมื่อ ธ.ค. 2513
เล่มที่ 14
เค้าแต่งเพื่อเยิรพระเกียรติ ในวาระฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
ไพเราะมาก พิ่มพ์ ปี 2525
เล่มที่ 15
วรรณกรรมแปล โดย ปรีชา ช่อปทุมา พิมพ์ ปี 2518
เล่มที่ 16
วัฒน์ วรรลยางกูร
แต่งนิยายรักของหนุ่มสาวในยุคของการต่อสู้ พิมพ์ปี 2524
เล่มที่ 17
รวมบทกวี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ปี 2524 หนังสือโดนน้ำแต่งทำให้แห้งนานแล้ว สภาพดี อักษรของสุจิตต์ น่าอ่านเสมอ
เล่มที่ 18
รวมเรื่องสั้นของ ไมตรี ลิมปิชาติ
เล่มที่19
รวมเรื่องสั้นของ ณรงค์ จันทร์เรือง
เล่มที่ 20
เรื่องแปลของ สายธาร น่าอ่านมาก เรื่องเกิดในโรงแรม
ฉบับนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2520
เล่มที่ 21
เรื่องของเซ็นเมื่อเบ่งบาน พิมพ์ครั้งแรก ไม่ทราบ ปีที่พิมพ์
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
เล่มที่ 22
แนวสืบสวนสอบสวน พิมพ์เมื่อปี 2524
มีชื่อรวบ. กฟผ. คนปัจจุบัน ด้วย สงวนไว้สำหรับ นักปัญชี กฟผ.ก็แล้วกัน
เล่มที่ 23
นักการเมืองที่มีความคิดก็มีเยอะ พิมพ์ปี 2522
เล่มที่ 24
เรื่องแปล ก็มนุษย์ตามหาไฟ พิมพ์ ปี 2525
เล่มที่ 25
นิยายวิทยาศาสตร์ คนสองคนเหมือนกันอยู่กันคนละที่ในเวลาเดียวกัน น่าอ่านนะ
เล่มที่ 26
เค้าว่าเรื่องจริงสนุกกว่านิยาย
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง rarearntoo@gmail.com เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ) โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
ดูกันเองนะครับ มีหลายแนว
![]() |
| หนังสือเก่า 18 เล่ม พร้อมแจกแล้ว มีนวนิยายหลายประเภท |
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
เล่มที่ 9
แล้วคุณจะรู้ว่า นักโทษ มีดีกว่าที่ทำการฆ่า
รู้จัก เสถึยร จันทิมาธร นะ
เล่มที่ 11
นิยายวิทยาศาสตร์ ที่โด่งดัง ผมอ่านเพราะอยู่ห่างอารยะธรรมใหม่ ดูหนังไม่ได้ เลยอ่านหนังสืออย่างเดียว คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนแต่ก่อนต้องอ่านหนังสือ 555
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
เล่มที่ 12
เรื่องแปล จาก Moment by Moment
เล่มที่ 13
อ่านชื่อที่เค้าแต่ง ก็ อายุตอนนี้ มากกว่า 60 คือเกษียณแล้วทั้งนั้น
เล่มนี้ิพิมพ์เมื่อ ธ.ค. 2513
เล่มที่ 14
เค้าแต่งเพื่อเยิรพระเกียรติ ในวาระฉลอง 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
ไพเราะมาก พิ่มพ์ ปี 2525
เล่มที่ 15
วรรณกรรมแปล โดย ปรีชา ช่อปทุมา พิมพ์ ปี 2518
เล่มที่ 16
วัฒน์ วรรลยางกูร
แต่งนิยายรักของหนุ่มสาวในยุคของการต่อสู้ พิมพ์ปี 2524
เล่มที่ 17
รวมบทกวี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ปี 2524 หนังสือโดนน้ำแต่งทำให้แห้งนานแล้ว สภาพดี อักษรของสุจิตต์ น่าอ่านเสมอ
เล่มที่ 18
รวมเรื่องสั้นของ ไมตรี ลิมปิชาติ
เล่มที่19
รวมเรื่องสั้นของ ณรงค์ จันทร์เรือง
เล่มที่ 20
เรื่องแปลของ สายธาร น่าอ่านมาก เรื่องเกิดในโรงแรม
ฉบับนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2520
เล่มที่ 21
เรื่องของเซ็นเมื่อเบ่งบาน พิมพ์ครั้งแรก ไม่ทราบ ปีที่พิมพ์
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
เล่มที่ 22
แนวสืบสวนสอบสวน พิมพ์เมื่อปี 2524
มีชื่อรวบ. กฟผ. คนปัจจุบัน ด้วย สงวนไว้สำหรับ นักปัญชี กฟผ.ก็แล้วกัน
เล่มที่ 23
นักการเมืองที่มีความคิดก็มีเยอะ พิมพ์ปี 2522
เล่มที่ 24
เรื่องแปล ก็มนุษย์ตามหาไฟ พิมพ์ ปี 2525
เล่มที่ 25
นิยายวิทยาศาสตร์ คนสองคนเหมือนกันอยู่กันคนละที่ในเวลาเดียวกัน น่าอ่านนะ
เล่มที่ 26
เค้าว่าเรื่องจริงสนุกกว่านิยาย
เล่มนี้มีผู้ขอรับไปแล้วครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง rarearntoo@gmail.com เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ) โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556
โครงการแจกเพื่อนแท้ เล่มที่ 7-8
ศุกร์ ที่เป็นสุข
โครงการแจกเพื่อนแท้
เล่มที่ 7 และ 8 อันนี้เแจกสองเล่มให้คนเดียวที่ต้องการ ไม่ต้องการให้เพื่อนแท้แยกกันครับ
เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ประพันธ์สานส์ทั้่งสองเล่ม พิมพ์ห่างกัน 5 ปี
กูเป็นนิสิตนักศึกษา พิมพ์ปี 2512 นิราศและกลอนลูกทุ่ง พิมพ์ปี 2517
ขนาด 11x18 ซม. น้ำหนัก รวม 230 กรัม สภาพหน้าครบ มีชำรุดทีปกนิดเดียว ครบหน้า
เป็นหนังสือของสองกุมารสยาม ทั้งสองอายุมากกว่าผมซึ่งเป็นผู้สูงอายุ
เหมือนเดิมนะครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง rarearntoo@gmail.com เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ) โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
อาทิตย์หน้า 6-13 เม.ย. 56 จะแจกหนังสือ ประเภท How to. นะครับ โปรดติดตาม
โครงการแจกเพื่อนแท้
เล่มที่ 7 และ 8 อันนี้เแจกสองเล่มให้คนเดียวที่ต้องการ ไม่ต้องการให้เพื่อนแท้แยกกันครับ
เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ประพันธ์สานส์ทั้่งสองเล่ม พิมพ์ห่างกัน 5 ปี
กูเป็นนิสิตนักศึกษา พิมพ์ปี 2512 นิราศและกลอนลูกทุ่ง พิมพ์ปี 2517
ขนาด 11x18 ซม. น้ำหนัก รวม 230 กรัม สภาพหน้าครบ มีชำรุดทีปกนิดเดียว ครบหน้า
เป็นหนังสือของสองกุมารสยาม ทั้งสองอายุมากกว่าผมซึ่งเป็นผู้สูงอายุ
เหมือนเดิมนะครับ
โปรดแจ้งความจำนงมายัง rarearntoo@gmail.com เรื่อง Subject : ขอรับหนังสือเล่มที่ ...(ระบุเล่มที่ต้องการ) โปรดแจ้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
โปรดอ่านเจตนาของผมที่จะแจกเพื่อนแท้ ที่ หนังสือคือมิตรแท้
อาทิตย์หน้า 6-13 เม.ย. 56 จะแจกหนังสือ ประเภท How to. นะครับ โปรดติดตาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























