วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ถึง "กลุ่มเพื่อนศิริวัฒน์"

 


สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกท่านครับ
รายงานชีวิตช่วงนี้ครับ 

ที่ท่านได้เห็นผมส่งภาพและกลอนมา ในช่วงเข้าพรรษาปี 2569(-27 ต.ค. 69 ) เป็นสิ่งที่ผมทำในช่วงเข้าพรรษา ฝึกดูแลความคิดและการกระทำของตัวเองครับ ปีนี้เป็นปีที่ภรรยาจากไปเป็นเวลา 18 เดือน ช่วงที่ผ่านมาผมตกจมอยู่กับความเสียใจ เศร้าโศก ร่ำไร รำพัน หมองไหม้ อันไม่ควรจะเป็น ตอนนั้นเป็นอะไรที่ยากลำบากสำหรับชายชราที่เคยบวชเรียน แต่เอาตัวไม่รอดเมื่อทุกข์มาถึง ผมปากแข็งใจซึม เจ้าลูกชายสัมผัสได้ เขามาอยู่ดูแลผม ลางานมาอยู่กับผมเต็มเวลา 2 เดือนครับ หลังจากดูแล้วอาการน่าไปรอดแน่ เขากลับไปทำงาน แต่กลับมาหาทุกเดือน

ผมออกจากความเศร้าได้ไม่หมดหรอกครับ ผมอยู่ในบ้านหลังเดิม ห้องเดิม ความทรงจำเก่ามันมาทุกขณะที่ลืมตา แม้ตอนหลับก็ยังมาให้เห็นทุกครั้ง 

ช่วงแรกที่อยู่คนเดียว ผมใช้วิธีทำอาหาร ทำขนมปัง ขนมเค้ก ในตอนกลางวัน ตกเย็นผมกินเบียร์มอมเมาตัวเองดื่มมาก สูบมาก ผ่านไปหลายเดือน ผมต้องหาหนทางที่จะทำได้ดีกว่านี้จะไม่เป็นภาระของลูกชาย
ผมไปเจอ "การเขียนเปลี่ยนชีวิต" เขียนเหตุการณ์นั้นในมุมมองต่างๆ สัมผัสให้กระจ่าง เขียนซ้ำๆ ผมเขียนเรื่องราวนั้นซ้ำๆ ห้าครั้ง ในระหว่างเขียนผมคิดถึงเป็นพันๆ ครั้ง  และตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นน่าจะมากกว่าหมื่นครั้ง ไม่ได้นับ มันคิดตลอดเวลาครับ การเขียนการคิดทำให้เราเผชิญหน้าคุยด้วยไม่ได้ละทิ้งหรือกดทับ คุณทิ้งสิ่งในใจได้ยากครับ เราทิ้งจากชั้นความรู้สึกมันไปฝังในชั้นใต้ความรู้สึก และถ้ากดทับมันไปติดแนน่ในชั้นไร้ความรู้สึก สู้เผชิญหน้า โอบกอด เห็นมัน และวางลง เกิดตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้นครับ แต่แค่เห็น ไม่ให้มาทำร้ายเรา เห็นให้หมดทุกสภาวะ มันก็แค่อยู่ตรงนั้นมันดูเรา เราดูมัน ด้วยสติเมตตา และปัญญากรุณา สิ่งเหล่านี้จะโอบอุ้มให้ชีวิตที่งดงามของเรา ได้มีความสุขตามอัตภาพครับ

การจากไปมอบการดำรงอยู่เพื่อทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นต่อไป ขอบคุณทุกสรรพความเข้าใจ
ที่จริงผมทำหลายเรื่องครับ มันจะมากความไป นี่ก็มากพอที่จะสื่อสารได้แล้ว 

สิ่งที่ผมทำภาพและเขียนกลอนนั้นมาตามที่คิดดังนี้ครับ

**ช่วงที่หนึ่ง ตั้งจิต เตรียมเครื่องมือ และวิถีคิดทำ
**ช่วงที่ สองและสามคือกล้าที่จะขุดค้นลงลึกในตัวตน อันนี้ลองศึกษา ระบบครอบครัวภายในตัวเอง (IFS)
-ช่วงที่สอง เข้าใจตน พบเห็นตัวตนเล็กๆ และเด็กน้อย
-ช่วงที่สาม สะสางสงครามภายใน
**ช่วงที่สี่ กล้าที่จะผจญภายนอก และ กล้าด้วยเมตตา อันนี้ศึกษาวิถีโดดเดี่ยว(มูซาชิ) และกล้าชั่วขณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อภายนอกซึ่งต้องทำด้วยเมตตา หนึ่งปัญญาและสองศิลปะ (37 วิถีโพธิสัตว์จริยาและอิรินา แซนเดอร์ที่ช่วยเหลือคนในโปแลนด์มากกว่า2000คน) 
**ช่วงที่ห้า กล้าที่จะปล่อยวาง และกล้าที่จะตื่นรู้อยู่กับความไม่รู้ อันนี้ศึกษา กล้าที่จะปล่อยวางของวัชรญาณ โดย ท่านอานัม ทุึบเท็น ริมโปเชา และสุดท้ายกล้าที่จะตื่นรู้อยู่กับความไม่รู้ (จิตเดิมแท้) ไม่ต้องการคำตอบวางใจในจิตครับ
**ช่วงที่หก ฉันเห็นเธอ เธอเห็นฉัน และ ฉันเป็นฉันเพราะพวกเรา อันนี้ลองศึกษา Sawabuna และ Ubuntu ของทางอาฟาริกาครับ
**และส่งท้าย สรุป ขอบคุณการเดินทาง เริงระบำ จบออกพรรษาครับ

ส่วนที่ทำนั้น ในแต่ละวันผมพยายามศึกษาความคิดตอนกลางคืนก่อนนอน แล้วเช้ามาร่างภาพและกลอน สายมาเขียนกลอนก่อน แล้วเขียนภาพ สแกนประกอบภาพกับกลอน วันหนึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงทำในความเงียบทำให้จิตสงบไม่ฟุ้งซ่านครับ

จบแล้วยังแต่งเพลงได้อีกครับ เอาไปร้องเล่นกันได้นะครับ
ทำนอง เพลงช้างๆๆ ครับ เนื้อร้อง "ว่าง ว่าง ว่าง จิตเคยว่างวางหรือเปล่า หายใจเข้าออกเบา เบา หายใจเข้าออกยาว ยาว หายใจ เข้าออก... ช้า...ช้า.... จิตเบา ว่างวาง... ส...บาย.....(ซ้ำ)"

จบแล้วครับ 

สอบถามเพื่อนๆ ทุกท่านเป็นอย่างไรบ้างครับ แลกเปลี่ยนเพื่อเชื่อมโยงกันครับ

คิดถึงเสมอครับ ด้วยความนอบน้อมต่อสรรพธรรมค้ำจุน

หมายเหตุ 
-กลุ่มของเรานี้มี 8 เท่ากับ อนันต์ และสมดุลดีนะครับ ชาย 4 หญิง 4 ชายสูงอายุ 1 ชาย 3 หญิง 3 อายุประมาณกัน และหญิง อายุน้อย 1 เข้า Normal Curve พอดีครับ 
-ช่วงเดือน ก.พ. 69 คุณสุรสิทธ์ฯ และภรรยา แวะมาให้กำลังใจ พร้อมเอาความหวาน(น้ำผึ้ง)มาให้ ผมทำกาแฟอเมริกาโน่ น้ำผึ้งมะนาว ทานหมดแล้วครับ ขอบคุณ