วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ชีวิตที่งดงาม


มีชีวิตงดงาม มีความสุขกับชีวิต ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์

ถ้อยคำนี้ไม่ได้แต่งขึ้น หรือสร้างมาในครั้งเดียว มันบ่มเพาะในชีวิตแห่งการสูญเสีย สูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนที่ดูแลกันมาและมาจากกันไป อย่างไม่มีวันหวนคืน

ความทรงจำยังคงอยู่ สูญเสียจนไม่รู้สึกสูญเสีย จากไปเหมือนไม่เคยจากกันไป เห็นความงดงามที่ผ่านมาแล้วไม่ยึดมาเป็นความโศกเศร้า เห็นสิ่งที่ทรงจำ เป็นชีวิต ชีวิตที่งดงาม ที่ว่าเห็นนั้นมันผุดบังเกิดขึ้น จากเมล็ดพันธุ์แห่งความสูญเสีย หล่อเลี้ยงบ่มเพาะด้วยความคิดคำนึง รดน้ำด้วยความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน จนเติบใหญ่ให้ได้ผุดบังเกิดให้เห็นความงดงาม

ความโศกเศร้าจากการสูญเสียมันมารวดเร็ว และอยู่นานแค่ไม่กี่วินาทีที่เกิด แต่มันตราตรึงอยู่ภายในเสมอ 
ระยะเวลาเก้าเดือนแห่งการบ่มเพาะ คล้ายกับทารกในครรภ์ รอวันคลอดออกมางดงาม
ระยะเวลาเก้าเดือนแห่งการโหยหาสิ่งที่ไม่อาจคืนมาได้ และไม่คิดว่ามันจะจบลง มันดำรงอยู่แต่แปรเปลี่ยนไป

สองเดือนแรกหลังการสูญเสีย มีบุตรมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนมาประคองกันไว้ เรามีกันเพียงสามคน คนหนึ่งจากไปอีกสองคนประคับประคองกันไป บุตรอยู่จนแน่ใจว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป เขาสละเวลาการทำมาหากิน มาอยู่เป็นผู้สร้าง สร้างชีวิตวัยชราให้ไปต่อ ระยะแรกเมื่อไปทำงานยังคงกลับมาทุกเดือน พอเราคุยกันถึงวันที่ผมยอมรับและเห็นชีวิตงดงาม ชีวิตก็ไปต่อ เขาติดต่อมาตลอดให้กำลังใจกันและกัน คำที่วา มีชีวิตงดงาม ผุดบังเกิดขึ้น

ในระยะที่อยู่คนเดียว สามสี่เดือนต่อมาผมทำอาหาร ทำกับข้าว อบขนมปังขนมเค้ก จนไปถึงสั่งเครื่องรีดแป้งมาเพื่อจะทำเส้นก๋วยเตี๋ยว และแผ่นเกี้ยว รายการทีวีที่ดูคือรายการทำอาหาร ไม่ค่อยดูเรื่องแรงหรือกระทบความเปราะบางอันไม่เข้มแข็งข้างใน ชีวิตที่ใจเปราะบางก็งดงามไปตามกำลังยามมองย้อนไป ในขณะเดียวกันช่วงนั้นผมแสวงหาและพบการเขียนเพื่อเยียวยา 

ผมเขียนถึงเหตุการณ์ที่รวดเร็วนั้น ซ้ำๆ ในมุมมองต่างๆ จนครั้งล่าสุดผมเขียนแบบคนนอกมองเข้ามา ผมตกผลึกได้ว่ามันจบไปแล้ว สองมือผมที่ทำการกู้ชีพตามที่รถฉุกเฉินได้แนะนำนั้น สองมือแห่งรักนี้ได้ทำดีที่สุดแล้ว ปัญญาที่พาเธอไปทำการรักษาก็ได้ทำถึงที่สุดแล้วสิ่งที่ผมทำได้งดงามได้ตามกำลังแล้ว แต่หกเดือนแล้วเธอยังคงอยู่กับผมเสมอ อยู่ในชีวิตผมและบุตรเสมอ ผมทำอาหารที่เธอทำ ผมทำไม่ได้ผมก็ไปหาในที่ที่เธอไปหามาให้ ย่ำตามรอยชีวิต กลับมาเขียนหนังสือและทำอาหารต่อไป หกเดือนแล้วความโศกเศร้าไม่ได้ลดแต่ไม่ได้เพิ่ม ผมใช้ชีวิตตามปกติ หกเดือนที่ไม่ปกติคือ ผมดื่มจัดต่อเนื่องและสูบบุหรี่มาก อาศัยแอลกอฮอล์กล่อมเกลา บุหรี่ผ่อนคลาย

สามเดือนต่อมาผมหาแนวทางทางอื่น ผมเคยบวชพระ เคยบวชฆารวาส ปราวณาเป็นชาวพุทธ ถือศีลกินมื้อเดืยวมาแล้ว หนทางย่อมมีแก่ผู้แสวงหา บวชครั้งแรกเพราะเรียนไม่จบติดวิชาเทอมหลังต้องรอไปอีกปี ส่วนครั้งที่สองถ้าไม่เลิกก็จะไปเป็นมหาโจรแล้วก่อเวรกรรมอีก ชีวิตตอนนั้นก็งดงามเพียงแต่เราไม่เห็นมันงดงาม เราไปตกจมอยู่กับความดิ้นรนคับแค้น แล้วเมื่อมันผ่านแล้วย่อมงดงามเสมอ แนวทางอื่นของผมก็คือไปอ่าน ดู ฟัง ความทุกข์และทางออกจากที่ต่างๆ อันที่เข้ากับจริตของเราก็เสพ เอามาลอง เอามาทำใช้ได้ก็ทำไป สิ่งที่ไม่ทำคือ ดูดวง ดูลายมือ ทำนายโชคชะตา เพราะยามที่ไร้สติการทำเช่นนั้นคือการแช่งตัวเอง ผูกดวงดูลายมือทำนายโชคชะตาผมร่ำเรียนมาก็มากแต่ไม่ใช่ในการนี้ ต้องงดเว้นอย่างที่สุด อาจารย์ที่สอนให้ข้อห้ามข้อยกเว้นไว้ แล้วผมมาอ่านหนังสือของชาวยิวที่ไม่ยอมหนีแต่ยอมอยู่เพื่อได้ดูแลพ่อเป็นครั้งสุดท้ายแม้อยู่ในคุกเยอรมันสงครามโลกครั้งที่สอง หาความหมายในการดำรงชีวิตในยามเลวร้ายอย่างที่สุด เลยไปดูแนวจิตวิทยาในยุโรปในเวลาเดียวกัน มีทั้งของ ฟรอย์, คาล จุง และคนอื่นๆ เห็นวิธีการที่ทดลองทำได้คือวิธีของ จุง (ยุง) เรียกว่ามีรายละเอียดที่เอามาทำ เช่น การบันทึกฝัน การทำจินตนาการเชิงรุกกับฝัน การถอดหน้ากาก ฯลฯ ผมทำบันทึกฝันไปมากกว่า 5 ครั้ง ที่เขียนออกมา แต่ทุกวันนี้จะเพียงแต่ระลึกถึง ผมทำจินตนาการเชิงรุกกับฝันมากกว่า 3 ครั้ง มีความหมายต่อผมมากมันทำให้ระลึกรู้ว่า ผมจะเข้าถึงตัวตนของผมได้ผมต้องโอบกอดเงายินดีกับเงา ถอดถอนหน้ากากทางสังคม และทำงานกับตัวตนของผมอย่างยินดี ตอนนี้แหละคำที่ผุดขึ้นมาคือ มีความสุขกับชีวิตที่มี ทำสิ่งที่ควรทำไปตามกำลังเภอะ

ผ่านไปเก้าเดือนผมเริ่ม "มีชีวิตที่งดงาม มีความสุขกับชีวิต" มีอะไรเริ่มริเริ่มทำอย่างอื่นได้นอกจาก ประกอบสร้างอาหาร อาหารเป็นปัจจัยแรกที่ผมประกอบสร้างเพื่อยังชีวิตและระลึกถึงยังคงงอกงาม งดงามแค่ผมไม่ไปหมกมุ่นเหมือนแรกๆ

ช่วงนั้นผมไปดูซีรี่ย์ ของ ไทยพีบีเอสเรื่อง วิชาทุกข์พื้นฐาน 101 ในเรื่องมีการสอนการเรียนแบบการทำกิจกรรม ผมเห็นการ์ด เห็นการอาบป่า และปมของคนสอนคนเรียน วิญญานกระบวนกรเข้าสิง ผมมาค้นหากิจกรรมที่พอจะทำได้ แล้วค่อยๆทดลอง ทำจนสร้าง "โอบกอดใจด้วยปัญญา" ทำเป็นหลายเดือนกว่าจะลงตัว เมื่อตอนโพสลงเป็นช่วงครบรอบการจากไป การสูญเสียครั้งใหญ่ ครบหนึ่งปีพอดี ช่วงนี้แหละคำที่ว่า "ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์" ผุดบังเกิดขึ้นมา

ขณะนี้ผม มีชีวิตงดงาม มีความสุขกับชีวิต และใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์
ชีวิตต่อมาผมเก็บของที่ยังใช้ประโยชน์ได้ส่งไปทำประโยชน์ ตามที่มีประกาศ ส่งไปทางส่งพัศดุนั่นแหละ บางครั้งก็เข้าไปดูละครที่พอจะเอามาสร้างเป็นกิจกรรมได้ก็ทดลองกับตัวเองทำไป "ทักษะชีวิต" ก็เอามาจากละครเรื่องอะไรก็จำไม่ได้ บางทีก็เป็นข้อธรรม ที่ตรงจริตก็เอามา ศึกษาอ่านนิยายจากโบราณ คือพระไตรปิฏก ในพระสุตันตะปิฏก มีนิยายเยอะแยะให้อ่านไป อ่านไม่หมด ฯลฯ จากการทำจินตนาการเชิงรุกมีครั้งหนึ่งได้คำตอบที่ไม่ได้ถามคือให้ "ทำไป ๆ ๆ"
เรื่องมันยาวเป็นปีกว่าแล้ว และขณะนี้และต่อไปคือ ชีวิตที่งดงามตามกำลังที่ผ่านมานี้ มีความสุขกับชีวิตที่งดงามอย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะ และใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อตนและผู้อื่นต่อไป......

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569

บันเทิงใจที่โคกหนองนา

น้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์ท้องถิ่น 

 

ยามเช้าอันร่มรื่น ไปเยี่ยมยาม เที่ยวบ้านโคกหนองนา ของเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน บ้านอยู่ไม่ห่างนัก โทรไปบอกว่ากำลังออกจากบ้าน เธอมารออยู่หน้าบ้านแล้ว เกรงใจจังให้เจ้าของบ้านมารอ จอดรถใกล้ที่อยู่ของสุนัข สามตัว เขาส่งเสียงทักทายตัวเดียว คุยบอกเขาว่าไม่เป็นไรมาเยี่ยมรู้จักกันนะ เขาเลิกส่งเสียง ดูท่าแล้วน่าจะดุมาก (สุนัขเห่ามักไม่กัด นี่ไม่เห่าน่าจะ...) น้องชวนเดินดูและบอกว่า โคกหนองนาก็มีนามีน้ำมีสวนและต้นไม้ บ้านอีกหลังกำลังก่อสร้าง มีสะพานเหล็กเชื่อมต่อกับบ้านหลังปัจจุบันข้ามหนองน้ำ น้ำในบ้านติดต่อกันหมด และไม่เคยแห้ง มีปลาชุกชุม และมีปลาบึกด้วย ไม่เคยเอาไปทำอะไรเลย เลี้ยงไว้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ มีนาที่เกี่ยวแล้วกำลังจะทำนาอีกครั้ง เดาเองว่าน่าจะเป็นนาปี ทางนี้ปลูกเดือนแม่ี(เดือนสิงหาคม)เกี่ยวเดือนพ่อ(เดือนธันวาคม) ประมาณนั้น มีทางเดินมีไร่ มีต้นไม้ร่มรื่น มีต้นไม้เพาะกล้าไว้ อุดมสมบูรณ์ดี 

ขึ้นบนเรือน คุณผู้ชายรุ่นน้องมาต้อนรับ เคยคุ้นเคยกันตั้งแต่ไปทำงานอยู่ สนก. ที่นนทบุรี อยู่ชั้นเดียวกันด้วย สนทนาเรื่องบุตร ที่เคยเห็นเมื่อ สัก 17 ปีที่แล้วตอนนั้นตัวนิดเดียว ดูรูปถ่ายตอนรับปริญญาสูงใหญ่มาก คุณพ่อบอกสูงน่าจะมากกว่า 195 ซ.ม. แล้ว คุณแม่ต้องเงยหน้าคุยด้วย คนน้องเคยมาที่บ้านเห็นแล้วก็ว่าตัวสูงใหญ่คุณพ่อบอกว่าน่าจะยังสูงได้อีก แต่ตัวใหญ่กว่าคนพี่ ดีสมบูรณ์ทั้งคู่ คุยกันความหลังตอนทำงานอยู่ จำชื่อคนได้บ้างไม่ได้บ้าง เพลินกับอดีตไป ภาระจบแล้ว แต่ก็ยังสนใจเรื่องราวความเป็นไปอยู่ เห็นบอกว่าปี 2581 เหมืองจะปิดตัวลง และโรงไฟฟ้าก็จะหยุดปี 2585 นึกถึงสมัยไปทำงานอบรมที่เหมืองลิกไนต์กระบี่ ยังมีคนทำงานมีโรงไฟฟ้า มีความพยายามจะสร้างโรงฯอีก  

สัจจะธรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้นอีก...
วนไปจากรุ่นสู่รุ่น 

ที่ลำปางนี้ทำให้เห็นสัจจะธรรมหลายอย่าง ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ผู้คน และสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งพบ ทั้งพราก ทั้งสุขทั้งทุกข์ ประสบการณ์อันเรียนรู้ด้วยตน เจริญขึ้น เสื่อมลง โลกธรรมกระทบ เรียนรู้ไปตราบที่ยังหายใจ

ก่อนจากได้ขอน้ำจุลินทรีย์ น้องบอกเป็นน้ำหมักที่ทำไว้เป็นปีแล้ว จุลินทรีย์ท้องถิ่นใช้ปริมาณไม่มาก สองช้อนแกง(30 ซีซี.)ต่อน้ำ 5 ลิตร ใช้เหมือนกับ น้ำอีเอ็ม แต่อีเอ็มเป็นจุลินทรีย์ต่างประเทศ(ญี่ปุ่น)ต้องลองใช้ดู (นอกจากน้ำหมักชีวภาพแล้วยังได้น้ำหมักแบบอัดแก๊สมาด้วยอีกโหล ขอบคุณทั้งสองน้ำ...555!!!)

ลาจากด้วยความปิติ อิ่มใจในไมตรีจิต แล้วจะมาเยือนใหม่

สายลมบันทึก 15.20 น. 

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ทักษะชีวิต

 

สดชื่น ตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบัน เท่าทันสัญญาและอารมณ์

ทักษะชีวิต 
ทักษะคือ การทำซ้ำ ทำบ่อย ทำให้เกิดขึ้น (ภาวิตา พหุลีกตา) อัตโนมัติหลับใหลสู่ตื่นรู้
ชีวิตคือ กายและใจ มีแล้ว ใช้เช่นเดียวกับเงินทอง ชีวิตมีคุณค่า มีชีวิตโปรดใช้ชีวิตด้วย
ท่องเที่ยวไป ภายในตน ทั่วทั้งกายและใจ

สดชื่น 

ด้วยลมหายใจ หายใจเข้ายาว... รู้ หายใจออกยาว... รู้ อยู่กับลมหายใจ ลึก ช้า และยาว 
หายใจเข้า นับ 1-2-3-4-5 กลั้นหายใจ นับ 1-2-3-4-5 หายใจออก นับ 1-2-3-4-5 วนเวียนไป 
ผ่อนคลายจึงสดชื่น 

ตื่นรู้ 

เมื่อขณะสดชื่นกับลมหายใจ ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปิดอายตนะทั้งหมด ตัดผัสสะ ปิด สนิท นิ่ง สงบไม่วุ่นวาย
ไม่วุ่นวายจึงรับรู้อย่างไร้ความคิดเชื่อมโยง วางสัญญา อายตนะจึงตื่นรู้ ยามไม่รับรู้ผัสสะ พักเพื่อพลังแห่งอายตนะ จะทำงานอย่างตื่นรู้ รู้ความจริงที่จะเข้ามา จึงรู้ตัวทั่วพร้อม พร้อมที่จะรับผัสสะแรกเมื่อเปิดรับด้วยการตื่นรู้

อยู่กับปัจจุบัน 

ลืมตาขึ้น คงลมหายใจ ลึก ช้า และยาว ลืมตาขึ้น มองไปรอบๆ  ช้า ช้า ... บอกชื่อสิ่งที่เห็น บอกตนเองในใจ ไล่เรียงสัก 5 อย่าง... ช้าแต่มั่นคงเข้าไปสัมผสเพื่อรู้สึกถึงพื้นผิว ให้การได้สัมผัส รับรู้ หยาบ กระด้าง ละเอียด นุ่มลื่น สัมผัสรับรู้สัก 4 อย่าง... แล้วรับรู้โดยโสตะเสียงที่มากระทบ ดัง ค่อย คุ้น แปลก ฟังรับรู้สัก 3 อย่าง... รู้อยู่กับลมหายใจสดชื่นตอไป สูดหายใจลึกๆ รับกลิ่นที่มาสัมผัส รู้สึกได้ ดมกลิ่นสัก 2 อย่าง... เคยชินหรือแปลกใหม่ แล้วลองลิ้มรส ทางปากสักหนึ่งอย่าง... จิบน้ำ น้ำเปล่าก็เป็นรส รสที่ไม่มีรส นี่คือปัจจุบัน ที่อายตนะในและนอกสัมผัสกัน เมื่อสังเกต เป็นปัจจุบันในแต่ละขณะ อยู่อย่างขอบคุณและยินดี 

เท่าทันสัญญา และอารมณ์  

ผัสสะสร้างประสบการณ์ ประสบการณ์เชื่อมหรือสร้างสัญญา เก่าใหม่ ไม่มี มีแต่ปัจจุบัน เพียงแต่ เมื่อสัญญาประทับ สร้างหรือเชื่อมต่อ ปรุงแต่ง สร้างไปข้างหน้า เชื่อมต่อกับข้างหลัง อนาคตและอดีตจึงมา พร้อมกับอารมณ์ในการปรุงแต่ง สดชื่นตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน จึงรู้เห็นตามเป็นจริง เป็นภาชนะที่แข็งแกร่งเพราะมั่นคงไม่หวั่นไหว ไปสร้างอนาคตหรือเชื่อมอดีต จึงเป็นภาชนะที่ไม่ตกแต่อารมณ์ไปตาม ปรโตโฆสะ ที่มากระทบ ตระหนักรู้พิจารณาอย่างแยบคาย ภาชนะตัวรู้ ใจ อันสดชื่น ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน เท่าทันสัญญาและอารมณ์ จึงควรแก่การงาน คิดได้ย่างแยบคาย สร้างปัจุบันที่เป็นความจริง ความงาม ความมีประโยชน์ เบื้องต้นต่อตน ท่ามกลางต่อสังคม และที่สุดต่อธรรม... ธรรมอันเป็นที่สุด สงบ ระงับ

ในความเป็นธรรมดา ธรรมดามนุษย์ เห็นความเป็นธรรมดาแห่งตน ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ไม่มีอะไรบกพร่อง โปรดใจดีต่อตน เมตตาตน จากภายในส่งไปภายนอก ย่อมใจดีและเมตตา เห็นคุณค่าในทุกชีวิต ...
เป็นธรรมดาแห่งการฝึกฝนตน ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีงดงาม ไม่มีน่าเกลียด ไม่มีรัก-ชัง ตลอดรายทาง ไม่ปรุงแต่ง ใช้ชีวิตเช่นนี้เอง
 

ทักษะชีวิตฝึกดั่งนี้ได้....
สดชื่น ตื่นรู้ อยู่กับปัจจุบัน เท่าทันสัญญาและอารมณ์

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เพลินใจในบ้านสวนดวงพร วอแก้ว ห้างฉัตร ลำปาง

 

อาหารเช้า ชุดน้ำพริกปลาทู และ แกงจืด


8 พฤษภาคม 2569 ตื่นเช้ามาคิดจะไปทานอาหารนอกบ้านบ้าง หลังจากที่ทำอาหารทานเองมาหลายวันแล้ว โทรไปสอบถามก่อนว่าวันนี้ร้านเปิดหรือไม่ คุณผู้ชายรับสายและจำเสียงของผมได้ "คุณลุงแหนมคลุกใช่หรือไม่?" ผมสนทนาบอกว่าใช่ครับ และแจ้งว่าจะไปทานอาหารเช้าที่ร้าน 

ผมออกจากบ้านศุขมงคล ประมาณ 8.45 น. ไปทางสายลำปางห้างฉัตรสายใน ไปถึงบ้านสวนดวงพร 9.15 น. พบเพียงคุณผู้หญิงอยู่คนเดียว และถามว่าจะทานอะไรดี ครัวพึ่งเปิดวันนี้เอง ผมเคยทานครัวซองอร่อยดี เธอว่าร้านพึ่งเปิดไม่มีแม้แต่ขนมปัง ผมว่าอาหารไทยๆ ก็ได้ คุณผู้หญิงถามว่าเป็นผัดไท ได้ไหม? ผมเลยตอบไปว่าไม่เป็นไรครับ 

เธอเลยเสนอว่าเก็บน้ำพริกปลาทูไว้ให้ชุดหนึ่งเหมือนกับที่เธอและครอบครัวทานกันเมื่อเช้า ผมตอบรับและขอแกงจืดเพิ่มเติมเหมาะกับน้ำพริกปลาทูดี ผมบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนนะครับ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ (แอบสูบบุหรี่ไปหนึ่งมวน แหะๆ) มีนินจา(สุนัข)และลูกๆมาต้อนรับ และอยู่ใกล้ๆ ผมเดินชมธรรมชาติ บ้านสวนดวงพร มีทำเลทางธรรมชาติที่เหมาะสมสบาย ลมพัด อากาศหลังฝนตกมาสามวันเย็นสบาย ผมรู้สึกโชคดีที่มาในช่วงนี้ คุณผู้หญิงเอาชาเลือดมังกรมาเสริฟ ผมดื่มน้ำชา และเพริดเพลินกับธรรมชาติของบ้านสวน

อาหารเช้ามาถึง เป็นชุดน้ำพริกปลาทู ผักนึ่ง และไข่ต้ม พร้อมกับแกงจืดผักกาดขาวกับเต้าหู้อ่อนหมูสับ ผมจัดการเรียบร้อยอย่างสะอาดสะอ้าน(ทานหมดเลย)ในเวลาอันรวดเร็ว คุณผู้หญิงมานั่งคุยเป็นเพื่อน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ผมเคยเห็นกิจกรรมระบายสีกระถาง ในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา เธอว่าตอนนี้พักไว้ เนื่องจากสุขภาพคนในครอบครัว และลูกชายมาช่วยงานทำร้านไม่ต้องการให้แม่เหนื่อย เลยมีเพียงเครื่องดื่ม ช่วงพักไป คุณดวงพร นั่งรถไปด้านนอก ผ่านร้านอาหารเมื่อหันมามอง พบว่าหากร้านไม่เปิดดูหมอง ร้านเหมือนทั้งชีวิตของเธอ ...

ช่วงว่างผมนั่งอ่านหนังสือในแทปเล็ต เมื่อยก็เอาไปตั้งโต๊ะสูงยืนอ่านหนังสือขยับร่างกายบ้างเดินบ้าง เพลินใจไปกับปลาในบ่อที่ยืนอ่านหนังสือนั้น ผมลองไปยืนอยู่มุมที่มีขวดอาหารปลาตั้งอยู่ ปลานั้นเหมือนมองเห็นคนตรงจุดนี้เขาจะว่ายมาและทำท่าเหมือนมีคนให้อาหาร ปลาหลายตัวทำอย่างนั้นนี่คือธรรมชาติของความคุ้นชิน มันคือทักษะ ทำซ้ำทำบ่อย (ภาวิตา พหุลีกตา) ทำให้เกิดขึ้น จากความรู้สึกอัตโนมัติ ไปสู่ความรู้ตัวทั่วพร้อม คนกับปลาก็เช่นกัน

ผมนึกถึงกิจกรรมที่ผมชอบทำ การเพลินใจในสวนตน ที่คล้ายกับการอาบป่า เลียนแบบเขามา ผมยืนหลับตาสูดหายใจลึกๆ ช้าๆ เข้าและผ่อนออกอย่างช้าๆ อากาศบริสุทธิ์ ไม่มีกลิ่นควันและฝุ่น สบายและโล่ง นึกขอบคุณ ลมหายใจ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เหมือนกับไม่เคยได้พบเห็นสถานที่นี้มาก่อน ภาพต้นไม้ใบไม้ พื้นดินหญ้า เหมือนกับเห็นเป็นครั้งแรก ชื่นชมกับธรรมชาติ ตาของผมยังสามารถรับภาพได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ความรับรู้อยู่เฉพาะตรงหน้าไม่ตัดสิน ไม่คาดคะเน สดชื่นกับธรรมชาติตรงหน้านี้ ผมยกน้ำชาเลือดมังกรขึ้นจิบ กลิ่นหอมใบเตยกลบรสขมฝาดอย่างลงตัวน่าดื่มยิ่ง ผมเดินไปสัมผัสกาน้ำที่วางบนโต๊ะสูง หนักและเย็น หวนนึกว่าถ้าเราหนักและเย็นได้ดังกาและน้ำในกาจะเป็นคุณประโยชน์กับชีวิตเราและสรรพสิ่งรอบข้างได้ ผมได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากร้าน แต่ก็ยังได้ยินเสียงน้ำและเสียงนกร้อง สัมผัสอันตื่นรู้ทำให้รู้สึกถึงสรรพธรรมชาติกำลังดำเนินไปในวัฏจักรของเขาเอง เป็นอย่างนั้นเอง ยินดีกับสรรพชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแล้วก็สิ้นสุดลง เสียงก็แปรไปในทุกขณะ ขณะที่อายตนะภายในสัมผัสอายตนะภายนอก คือ ใจเป็นอย่างไรบ้าง ผมดูใจ ความรู้สึก ความคิด ความจำ พรั่งพรู และดูเพียงแค่ดู แค่รับรู้ก็ยินดีในชีวิตแล้ว

เพริดเพลินในบ้านสวน ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ ได้นิ่งและใช้อายตนะเพื่อความอิ่มเอมใจ ขอบคุณทุกส่วนที่ยังดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติอันรื่นรมย์ ขอบคุณในความกรุณาในวันนี้ วันที่ร้านอาหารปิดลงแต่ผมยังได้รับประทานอาหาร เหมือนได้รับประทานกับ ครอบครัวบ้านสวนดวงพรด้วย ยินดียิ่งนัก...

คุณผู้ชายกลับมาจากธุระภายนอกมาทักทาย ผมมอบต้นดีปลากั้งให้ เตรียมไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้แวะมา ทราบการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ...การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันด์ เป็นธรรมดา เป็นไปอย่างนั้นเอง ตามเหตปัจจัย... ได้แต่เรียนรู้จากสัมผัส และเรื่องเล่า ทั้งของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง 
นั่งสนทนากันสักพัก ผมเลยเชิญชวนคุณผู้ชายลองนั่งหลับตา สูดหายใจ ลึกๆ แล้วชวน ดมกลิ่น ฟังเสียง และ ดูภาพบ้านสวน แล้วเสียงโทรฯดังขึ้น คุณผู้ชายต้องไปธุระภายนอกอีก สนทนาจบลงและลากัน วันหน้าค่อยมาชวนเพลินใจกันอีกครับ...

ผมยืนอ่านหนังสือสักพัก คุณผู้หญิงเข้ามาสนทนากัน (คงกลัวผมเหงา...) เธอเล่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และทราบว่า ลูกชายจะเข้ามาสานต่อ กิจกรรมระบายสีก็มาจากลูกชายเอง ฟังเธอเล่า และรับรู้ เห็นแต่ไมตัดสินว่าดีไม่ดี ถูกผิด ฟังอย่างเข้าใจ เห็นใจ ช่วงหนึ่ง เธอบอกว่า พึ่งการสวดมนต์ ทำสมาธิ ผมเลยนำเสนอประสบการณ์ผม ในการสวดมนต์ และทำสมาธิ ความเห็นผม เรื่องสวดมนต์เป็นไปตามจริต การฝึกของแต่ละคน สำหรับเรื่องสมาธินั้น มุมมองของผมคือ สมาธิ คือมาจาก สะมะ สมาสกับ อาธิ คือ สะมะ หมายถึงเสมอ อาธิคือต่อเนื่อง สมาธิคือ อารมณ์อันไม่ขึ้นลงต่อเนื่องเป็นวงกลม สิ่งที่ผมทำ คือทำอาหารจิตไม่ฟุ้ง จิตนิ่งทำอาหารต่อเนื่อง จิตมีอารมณ์เสมอ(ไม่ขึ้นไม่ลง = อะจะละ= ไม่หวั่นไหว) คือจิตมีสมาธิ มีพลังและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มาก ไม่ฟูฟุ้งไปตามสิ่งที่จรเข้ามา คุณผู้หญิงก็เช่นกัน เธอชอบทำอาหาร

เวลาเราเผชิญกับทุกข์ภัยไข้เจ็บอารมณ์อันเสมอไม่หวั่นไหว ต่อเนื่อง คือมีสมาธิที่จะกระทำได้มากกว่าที่เราคิด ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ช่วงที่ผมเจ็บปวดยาวนานเพราะตกจมอยู่ในทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ หลุดมาได้เองเพราะเห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ เมื่อเห็นแล้ว เห็นเหตุปัจจัย เราจะสร้างสรรค์ต่อไป มีชีวิตงดงามและมีประโยชน์ต่อไป...

คุณผู้หญิงไปจัดการธุึระต่อ ผมก็เพลินใจในบ้านสวนต่ออีกสักครู่เมื่อใกล้เที่ยงจึงขอตัวกลับ คุณผู้หญิงและคุณลูกชายมาส่ง เห็นใบหน้าแล้วแวบแรกเหมือนคุณพ่อ ดูพิศแล้วเหมือนคุณแม่ ชมในใจว่าได้มาทั้งพ่อและแม่ ระเบียบ ระบบ และขัดขืนในตัว เป็น ปุตตะ ผู้ยังความฝันให้เต็มได้อย่างแน่นอน 

สนทนากับคุณลูกชายทราบว่าเป็น Chef เคยอยู่ ออสเตรเลียมา 9 ปี ได้ทั้ง อาหารอิตาเลี่ยน จีน ออสเตรเลีย นี่แสดงว่ายังไม่มี ทั้งวัตถุดิบ และแรงบันดาลใจ ยังคง สำรวจ ลูกค้าอยู่ เวลายังบ่มเพาะไม่ถึงเวลาจะมา เมล็ดพันธุ์ไม่ได้เติบโตในวันเดียวต้องรอตั้งนาน จนเมื่อพร้อม จะหยั่งรากระบัดใบ ได้เจริญอย่างคงทน

จากลากันมาด้วยเสนออาจไม่เป็นเรื่องก็ได้ คือชวนคิด อาหารไทยฟิวชั่น ชื่อ เบอเกอร์ถั่วเน่า ... เสนอ Chef แล้วผมคงต้องทำอีกสักหนสองหนต่อไป...
มีความสุข เต็มอิ่ม แม้ไม่ได้ทาน แหนมคลุก ได้เต็มอิ่มกับความใส่ใจที่ได้รับ แล้วจะมาเยือนอีกครับ


 ลุงแหนมคลุก บันทึกเมื่อ 17.55 วันที 8 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

ย04-วิธีการทำใช้การ์ด

 🎨 วิธีการทำ "การ์ดทำมือ 75 ใบ" ให้รวดเร็วและสวยงาม
เมื่อไม่ใช้พริ้นเตอร์ การทำมือคือเสน่ห์ที่เมื่อทำกิจกรรมจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ:

1. เลือกวัสดุประหยัดแรง:
    ใช้ กระดาษร้อยปอนด์ หรือกระดาษที่หนาหน่อย (ตัดขนาดเท่านามบัตรหรือการ์ดเกม หรือตัดแบ่งจาก A4 เป็น A7 จะได้การ์ด 8 แผ่น)
    ใช้กระดาษสีแยกตามหมวด (เช่น หมวดพลัง-สีเหลือง, หมวดเหงา-สีฟ้า, หมวดคำถาม-สีเขียว หรือ สีใกล้เคียงที่ชอบ) จะช่วยประหยัดเวลาลงสีพื้น

2. เทคนิคการเขียน (Calligraphy):
    ใช้ ปากกา Marker สี ดำ น้ำเงิน แดง ปนกันได้ ตัวหมวดเป็นตัวเล็กด้านบน ส่วนถ้อยคำใช้ตัวใหญ่(สูงไม่น้อยกว่า 10 มม. ให้เหมาะกับขนาดการ์ดและอ่านง่าย..)

3. หากต้องการตกแต่งเพิ่มเติมได้

4. หรือออกแบบจัดทำด้วยตนเองจะได้เหมาะกับตัวเองครับ
-------------------------------------------------
📝 "คู่มือใช้การ์ด... ปลุกพลังใจ" (เป็นข้อเสนอแนะครับ)

1. วิธีเลือกการ์ด (สุ่มหรือเลือก)

    เช้า: หลับตาอธิษฐาน แล้ว สุ่มหยิบ การ์ดพลัง (สีเหลือง) 1 ใบ เพื่อเป็นพลังนำทางวันนั้น
    เมื่อใจล้า: เลือก การ์ดโอบกอดความเหงา (สีฟ้า) หรือการ์ดความหวัง (สีชมพู) ใบที่ตรงกับใจที่สุดในตอนนั้น

2. ขั้นตอนการภาวนาด้วยการ์ด (3 นาที)

    อ่าน: อ่านข้อความในการ์ดออกเสียงช้าๆ 3 รอบ
    นิ่ง: หลับตา สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในกายและใจ
    จารึก: หากเกิดปัญญาใหม่ ให้จดบันทึกสั้นๆ ลงในสมุดบันทึก(มีสมุดไว้คู่ใจในการทำกิจกรรมนี้จะสะดวกดีครับ

3. การแบ่งปัน 
    ถ้าทำเพียงลำพัง จารึกไว้ในการ์ดตะกอนปัญญา ก็ดีนะครับ แล้วเผยแผ่ เผยแพร่ ทางช่องทางที่ท่านใชงาน 
    
    หากทำเป็นกลุ่ม 4-6 คน
    ส่งต่อ "ความปรารถนาดี" ผ่านการอ่านข้อความในการ์ดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
    เล่าให้รู้เรื่อง กระชับ ตรงประเด็น และ รับฟังด้วย "ความเงียบที่เป็นมิตร" ไม่ตัดสิน ไม่เปรียบเทียบ
------------------------------------------------
ขอให้มีความสุขในการทำ และใช้การ์ดครับ
*อย่าลืม ท่านเพิ่มเติมได้เสมอ*
-------------------------------------

 

โอบกอดใจด้วยปัญญา 

ย03-ส่งกำลังใจ

 "ข้อความส่งกำลังใจในเช้าวันที่ 4" และ "ชุดเครื่องมือดูแลใจต่อเนื่อง" 

สำหรับนำกลับไปใช้ต่อ(ที่บ้าน)ครับ

💌 ข้อความส่งกำลังใจ: "อรุณสวัสดิ์วันใหม่ หัวใจดวงเดิมที่เข้มแข็งขึ้น"

    "ถึงตัวฉันคนเก่ง...
    3 วันที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้ที่จะหยุดฟังเสียงหัวใจ และโอบกอดตัวเองอย่างแท้จริง ขอบคุณที่อนุญาตให้ตัวเองได้พักและเติมพลัง
    จำไว้ว่า... ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายเพียงใด 'บ้านในใจ' ของฉันมีพื้นที่แห่งความสงบเตรียมไว้ให้เสมอ ฉันมีพลัง มีคุณค่า และคู่ควรกับความสุขในทุกๆ วัน
    วันนี้... ขอให้ฉันก้าวเดินด้วยรอยยิ้มที่มาจากข้างใน เพราะฉันรู้แล้วว่า ความสุขหาได้ง่ายๆ เพียงแค่สบตาพฤกษาและหายใจให้เต็มปอด"

 

โอบกอดใจด้วยปัญญา