มีชีวิตงดงาม มีความสุขกับชีวิต ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์
ถ้อยคำนี้ไม่ได้แต่งขึ้น หรือสร้างมาในครั้งเดียว มันบ่มเพาะในชีวิตแห่งการสูญเสีย สูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนที่ดูแลกันมาและมาจากกันไป อย่างไม่มีวันหวนคืน
ความทรงจำยังคงอยู่ สูญเสียจนไม่รู้สึกสูญเสีย จากไปเหมือนไม่เคยจากกันไป เห็นความงดงามที่ผ่านมาแล้วไม่ยึดมาเป็นความโศกเศร้า เห็นสิ่งที่ทรงจำ เป็นชีวิต ชีวิตที่งดงาม ที่ว่าเห็นนั้นมันผุดบังเกิดขึ้น จากเมล็ดพันธุ์แห่งความสูญเสีย หล่อเลี้ยงบ่มเพาะด้วยความคิดคำนึง รดน้ำด้วยความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน จนเติบใหญ่ให้ได้ผุดบังเกิดให้เห็นความงดงาม
ความโศกเศร้าจากการสูญเสียมันมารวดเร็ว และอยู่นานแค่ไม่กี่วินาทีที่เกิด แต่มันตราตรึงอยู่ภายในเสมอ
ระยะเวลาเก้าเดือนแห่งการบ่มเพาะ คล้ายกับทารกในครรภ์ รอวันคลอดออกมางดงาม
ระยะเวลาเก้าเดือนแห่งการโหยหาสิ่งที่ไม่อาจคืนมาได้ และไม่คิดว่ามันจะจบลง มันดำรงอยู่แต่แปรเปลี่ยนไป
สองเดือนแรกหลังการสูญเสีย มีบุตรมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนมาประคองกันไว้ เรามีกันเพียงสามคน คนหนึ่งจากไปอีกสองคนประคับประคองกันไป บุตรอยู่จนแน่ใจว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป เขาสละเวลาการทำมาหากิน มาอยู่เป็นผู้สร้าง สร้างชีวิตวัยชราให้ไปต่อ ระยะแรกเมื่อไปทำงานยังคงกลับมาทุกเดือน พอเราคุยกันถึงวันที่ผมยอมรับและเห็นชีวิตงดงาม ชีวิตก็ไปต่อ เขาติดต่อมาตลอดให้กำลังใจกันและกัน คำที่วา มีชีวิตงดงาม ผุดบังเกิดขึ้น
ในระยะที่อยู่คนเดียว สามสี่เดือนต่อมาผมทำอาหาร ทำกับข้าว อบขนมปังขนมเค้ก จนไปถึงสั่งเครื่องรีดแป้งมาเพื่อจะทำเส้นก๋วยเตี๋ยว และแผ่นเกี้ยว รายการทีวีที่ดูคือรายการทำอาหาร ไม่ค่อยดูเรื่องแรงหรือกระทบความเปราะบางอันไม่เข้มแข็งข้างใน ชีวิตที่ใจเปราะบางก็งดงามไปตามกำลังยามมองย้อนไป ในขณะเดียวกันช่วงนั้นผมแสวงหาและพบการเขียนเพื่อเยียวยา
ผมเขียนถึงเหตุการณ์ที่รวดเร็วนั้น ซ้ำๆ ในมุมมองต่างๆ จนครั้งล่าสุดผมเขียนแบบคนนอกมองเข้ามา ผมตกผลึกได้ว่ามันจบไปแล้ว สองมือผมที่ทำการกู้ชีพตามที่รถฉุกเฉินได้แนะนำนั้น สองมือแห่งรักนี้ได้ทำดีที่สุดแล้ว ปัญญาที่พาเธอไปทำการรักษาก็ได้ทำถึงที่สุดแล้วสิ่งที่ผมทำได้งดงามได้ตามกำลังแล้ว แต่หกเดือนแล้วเธอยังคงอยู่กับผมเสมอ อยู่ในชีวิตผมและบุตรเสมอ ผมทำอาหารที่เธอทำ ผมทำไม่ได้ผมก็ไปหาในที่ที่เธอไปหามาให้ ย่ำตามรอยชีวิต กลับมาเขียนหนังสือและทำอาหารต่อไป หกเดือนแล้วความโศกเศร้าไม่ได้ลดแต่ไม่ได้เพิ่ม ผมใช้ชีวิตตามปกติ หกเดือนที่ไม่ปกติคือ ผมดื่มจัดต่อเนื่องและสูบบุหรี่มาก อาศัยแอลกอฮอล์กล่อมเกลา บุหรี่ผ่อนคลาย
สามเดือนต่อมาผมหาแนวทางทางอื่น ผมเคยบวชพระ เคยบวชฆารวาส ปราวณาเป็นชาวพุทธ ถือศีลกินมื้อเดืยวมาแล้ว หนทางย่อมมีแก่ผู้แสวงหา บวชครั้งแรกเพราะเรียนไม่จบติดวิชาเทอมหลังต้องรอไปอีกปี ส่วนครั้งที่สองถ้าไม่เลิกก็จะไปเป็นมหาโจรแล้วก่อเวรกรรมอีก ชีวิตตอนนั้นก็งดงามเพียงแต่เราไม่เห็นมันงดงาม เราไปตกจมอยู่กับความดิ้นรนคับแค้น แล้วเมื่อมันผ่านแล้วย่อมงดงามเสมอ แนวทางอื่นของผมก็คือไปอ่าน ดู ฟัง ความทุกข์และทางออกจากที่ต่างๆ อันที่เข้ากับจริตของเราก็เสพ เอามาลอง เอามาทำใช้ได้ก็ทำไป สิ่งที่ไม่ทำคือ ดูดวง ดูลายมือ ทำนายโชคชะตา เพราะยามที่ไร้สติการทำเช่นนั้นคือการแช่งตัวเอง ผูกดวงดูลายมือทำนายโชคชะตาผมร่ำเรียนมาก็มากแต่ไม่ใช่ในการนี้ ต้องงดเว้นอย่างที่สุด อาจารย์ที่สอนให้ข้อห้ามข้อยกเว้นไว้ แล้วผมมาอ่านหนังสือของชาวยิวที่ไม่ยอมหนีแต่ยอมอยู่เพื่อได้ดูแลพ่อเป็นครั้งสุดท้ายแม้อยู่ในคุกเยอรมันสงครามโลกครั้งที่สอง หาความหมายในการดำรงชีวิตในยามเลวร้ายอย่างที่สุด เลยไปดูแนวจิตวิทยาในยุโรปในเวลาเดียวกัน มีทั้งของ ฟรอย์, คาล จุง และคนอื่นๆ เห็นวิธีการที่ทดลองทำได้คือวิธีของ จุง (ยุง) เรียกว่ามีรายละเอียดที่เอามาทำ เช่น การบันทึกฝัน การทำจินตนาการเชิงรุกกับฝัน การถอดหน้ากาก ฯลฯ ผมทำบันทึกฝันไปมากกว่า 5 ครั้ง ที่เขียนออกมา แต่ทุกวันนี้จะเพียงแต่ระลึกถึง ผมทำจินตนาการเชิงรุกกับฝันมากกว่า 3 ครั้ง มีความหมายต่อผมมากมันทำให้ระลึกรู้ว่า ผมจะเข้าถึงตัวตนของผมได้ผมต้องโอบกอดเงายินดีกับเงา ถอดถอนหน้ากากทางสังคม และทำงานกับตัวตนของผมอย่างยินดี ตอนนี้แหละคำที่ผุดขึ้นมาคือ มีความสุขกับชีวิตที่มี ทำสิ่งที่ควรทำไปตามกำลังเภอะ
ผ่านไปเก้าเดือนผมเริ่ม "มีชีวิตที่งดงาม มีความสุขกับชีวิต" มีอะไรเริ่มริเริ่มทำอย่างอื่นได้นอกจาก ประกอบสร้างอาหาร อาหารเป็นปัจจัยแรกที่ผมประกอบสร้างเพื่อยังชีวิตและระลึกถึงยังคงงอกงาม งดงามแค่ผมไม่ไปหมกมุ่นเหมือนแรกๆ
ช่วงนั้นผมไปดูซีรี่ย์ ของ ไทยพีบีเอสเรื่อง วิชาทุกข์พื้นฐาน 101 ในเรื่องมีการสอนการเรียนแบบการทำกิจกรรม ผมเห็นการ์ด เห็นการอาบป่า และปมของคนสอนคนเรียน วิญญานกระบวนกรเข้าสิง ผมมาค้นหากิจกรรมที่พอจะทำได้ แล้วค่อยๆทดลอง ทำจนสร้าง "โอบกอดใจด้วยปัญญา" ทำเป็นหลายเดือนกว่าจะลงตัว เมื่อตอนโพสลงเป็นช่วงครบรอบการจากไป การสูญเสียครั้งใหญ่ ครบหนึ่งปีพอดี ช่วงนี้แหละคำที่ว่า "ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์" ผุดบังเกิดขึ้นมา
ขณะนี้ผม มีชีวิตงดงาม มีความสุขกับชีวิต และใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์
ชีวิตต่อมาผมเก็บของที่ยังใช้ประโยชน์ได้ส่งไปทำประโยชน์ ตามที่มีประกาศ ส่งไปทางส่งพัศดุนั่นแหละ บางครั้งก็เข้าไปดูละครที่พอจะเอามาสร้างเป็นกิจกรรมได้ก็ทดลองกับตัวเองทำไป "ทักษะชีวิต" ก็เอามาจากละครเรื่องอะไรก็จำไม่ได้ บางทีก็เป็นข้อธรรม ที่ตรงจริตก็เอามา ศึกษาอ่านนิยายจากโบราณ คือพระไตรปิฏก ในพระสุตันตะปิฏก มีนิยายเยอะแยะให้อ่านไป อ่านไม่หมด ฯลฯ จากการทำจินตนาการเชิงรุกมีครั้งหนึ่งได้คำตอบที่ไม่ได้ถามคือให้ "ทำไป ๆ ๆ"
เรื่องมันยาวเป็นปีกว่าแล้ว และขณะนี้และต่อไปคือ ชีวิตที่งดงามตามกำลังที่ผ่านมานี้ มีความสุขกับชีวิตที่งดงามอย่างมีความสุขในปัจจุบันขณะ และใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อตนและผู้อื่นต่อไป......





