![]() |
| อาหารเช้า ชุดน้ำพริกปลาทู และ แกงจืด |
8 พฤษภาคม 2569 ตื่นเช้ามาคิดจะไปทานอาหารนอกบ้านบ้าง หลังจากที่ทำอาหารทานเองมาหลายวันแล้ว โทรไปสอบถามก่อนว่าวันนี้ร้านเปิดหรือไม่ คุณผู้ชายรับสายและจำเสียงของผมได้ "คุณลุงแหนมคลุกใช่หรือไม่?" ผมสนทนาบอกว่าใช่ครับ และแจ้งว่าจะไปทานอาหารเช้าที่ร้าน
ผมออกจากบ้านศุขมงคล ประมาณ 8.45 น. ไปทางสายลำปางห้างฉัตรสายใน ไปถึงบ้านสวนดวงพร 9.15 น. พบเพียงคุณผู้หญิงอยู่คนเดียว และถามว่าจะทานอะไรดี ครัวพึ่งเปิดวันนี้เอง ผมเคยทานครัวซองอร่อยดี เธอว่าร้านพึ่งเปิดไม่มีแม้แต่ขนมปัง ผมว่าอาหารไทยๆ ก็ได้ คุณผู้หญิงถามว่าเป็นผัดไท ได้ไหม? ผมเลยตอบไปว่าไม่เป็นไรครับ
เธอเลยเสนอว่าเก็บน้ำพริกปลาทูไว้ให้ชุดหนึ่งเหมือนกับที่เธอและครอบครัวทานกันเมื่อเช้า ผมตอบรับและขอแกงจืดเพิ่มเติมเหมาะกับน้ำพริกปลาทูดี ผมบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนนะครับ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ (แอบสูบบุหรี่ไปหนึ่งมวน แหะๆ) มีนินจา(สุนัข)และลูกๆมาต้อนรับ และอยู่ใกล้ๆ ผมเดินชมธรรมชาติ บ้านสวนดวงพร มีทำเลทางธรรมชาติที่เหมาะสมสบาย ลมพัด อากาศหลังฝนตกมาสามวันเย็นสบาย ผมรู้สึกโชคดีที่มาในช่วงนี้ คุณผู้หญิงเอาชาเลือดมังกรมาเสริฟ ผมดื่มน้ำชา และเพริดเพลินกับธรรมชาติของบ้านสวน
อาหารเช้ามาถึง เป็นชุดน้ำพริกปลาทู ผักนึ่ง และไข่ต้ม พร้อมกับแกงจืดผักกาดขาวกับเต้าหู้อ่อนหมูสับ ผมจัดการเรียบร้อยอย่างสะอาดสะอ้าน(ทานหมดเลย)ในเวลาอันรวดเร็ว คุณผู้หญิงมานั่งคุยเป็นเพื่อน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ผมเคยเห็นกิจกรรมระบายสีกระถาง ในช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา เธอว่าตอนนี้พักไว้ เนื่องจากสุขภาพคนในครอบครัว และลูกชายมาช่วยงานทำร้านไม่ต้องการให้แม่เหนื่อย เลยมีเพียงเครื่องดื่ม ช่วงพักไป คุณดวงพร นั่งรถไปด้านนอก ผ่านร้านอาหารเมื่อหันมามอง พบว่าหากร้านไม่เปิดดูหมอง ร้านเหมือนทั้งชีวิตของเธอ ...
ช่วงว่างผมนั่งอ่านหนังสือในแทปเล็ต เมื่อยก็เอาไปตั้งโต๊ะสูงยืนอ่านหนังสือขยับร่างกายบ้างเดินบ้าง เพลินใจไปกับปลาในบ่อที่ยืนอ่านหนังสือนั้น ผมลองไปยืนอยู่มุมที่มีขวดอาหารปลาตั้งอยู่ ปลานั้นเหมือนมองเห็นคนตรงจุดนี้เขาจะว่ายมาและทำท่าเหมือนมีคนให้อาหาร ปลาหลายตัวทำอย่างนั้นนี่คือธรรมชาติของความคุ้นชิน มันคือทักษะ ทำซ้ำทำบ่อย (ภาวิตา พหุลีกตา) ทำให้เกิดขึ้น จากความรู้สึกอัตโนมัติ ไปสู่ความรู้ตัวทั่วพร้อม คนกับปลาก็เช่นกัน
ผมนึกถึงกิจกรรมที่ผมชอบทำ การเพลินใจในสวนตน ที่คล้ายกับการอาบป่า เลียนแบบเขามา ผมยืนหลับตาสูดหายใจลึกๆ ช้าๆ เข้าและผ่อนออกอย่างช้าๆ อากาศบริสุทธิ์ ไม่มีกลิ่นควันและฝุ่น สบายและโล่ง นึกขอบคุณ ลมหายใจ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เหมือนกับไม่เคยได้พบเห็นสถานที่นี้มาก่อน ภาพต้นไม้ใบไม้ พื้นดินหญ้า เหมือนกับเห็นเป็นครั้งแรก ชื่นชมกับธรรมชาติ ตาของผมยังสามารถรับภาพได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ความรับรู้อยู่เฉพาะตรงหน้าไม่ตัดสิน ไม่คาดคะเน สดชื่นกับธรรมชาติตรงหน้านี้ ผมยกน้ำชาเลือดมังกรขึ้นจิบ กลิ่นหอมใบเตยกลบรสขมฝาดอย่างลงตัวน่าดื่มยิ่ง ผมเดินไปสัมผัสกาน้ำที่วางบนโต๊ะสูง หนักและเย็น หวนนึกว่าถ้าเราหนักและเย็นได้ดังกาและน้ำในกาจะเป็นคุณประโยชน์กับชีวิตเราและสรรพสิ่งรอบข้างได้ ผมได้ยินเสียงเพลงแว่วมาจากร้าน แต่ก็ยังได้ยินเสียงน้ำและเสียงนกร้อง สัมผัสอันตื่นรู้ทำให้รู้สึกถึงสรรพธรรมชาติกำลังดำเนินไปในวัฏจักรของเขาเอง เป็นอย่างนั้นเอง ยินดีกับสรรพชีวิต เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแล้วก็สิ้นสุดลง เสียงก็แปรไปในทุกขณะ ขณะที่อายตนะภายในสัมผัสอายตนะภายนอก คือ ใจเป็นอย่างไรบ้าง ผมดูใจ ความรู้สึก ความคิด ความจำ พรั่งพรู และดูเพียงแค่ดู แค่รับรู้ก็ยินดีในชีวิตแล้ว
เพริดเพลินในบ้านสวน ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ ได้นิ่งและใช้อายตนะเพื่อความอิ่มเอมใจ ขอบคุณทุกส่วนที่ยังดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติอันรื่นรมย์ ขอบคุณในความกรุณาในวันนี้ วันที่ร้านอาหารปิดลงแต่ผมยังได้รับประทานอาหาร เหมือนได้รับประทานกับ ครอบครัวบ้านสวนดวงพรด้วย ยินดียิ่งนัก...
คุณผู้ชายกลับมาจากธุระภายนอกมาทักทาย ผมมอบต้นดีปลากั้งให้ เตรียมไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้แวะมา ทราบการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ...การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันด์ เป็นธรรมดา เป็นไปอย่างนั้นเอง ตามเหตปัจจัย... ได้แต่เรียนรู้จากสัมผัส และเรื่องเล่า ทั้งของคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง
นั่งสนทนากันสักพัก ผมเลยเชิญชวนคุณผู้ชายลองนั่งหลับตา สูดหายใจ ลึกๆ แล้วชวน ดมกลิ่น ฟังเสียง และ ดูภาพบ้านสวน แล้วเสียงโทรฯดังขึ้น คุณผู้ชายต้องไปธุระภายนอกอีก สนทนาจบลงและลากัน วันหน้าค่อยมาชวนเพลินใจกันอีกครับ...
ผมยืนอ่านหนังสือสักพัก คุณผู้หญิงเข้ามาสนทนากัน (คงกลัวผมเหงา...) เธอเล่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และทราบว่า ลูกชายจะเข้ามาสานต่อ กิจกรรมระบายสีก็มาจากลูกชายเอง ฟังเธอเล่า และรับรู้ เห็นแต่ไมตัดสินว่าดีไม่ดี ถูกผิด ฟังอย่างเข้าใจ เห็นใจ ช่วงหนึ่ง เธอบอกว่า พึ่งการสวดมนต์ ทำสมาธิ ผมเลยนำเสนอประสบการณ์ผม ในการสวดมนต์ และทำสมาธิ ความเห็นผม เรื่องสวดมนต์เป็นไปตามจริต การฝึกของแต่ละคน สำหรับเรื่องสมาธินั้น มุมมองของผมคือ สมาธิ คือมาจาก สะมะ สมาสกับ อาธิ คือ สะมะ หมายถึงเสมอ อาธิคือต่อเนื่อง สมาธิคือ อารมณ์อันไม่ขึ้นลงต่อเนื่องเป็นวงกลม สิ่งที่ผมทำ คือทำอาหารจิตไม่ฟุ้ง จิตนิ่งทำอาหารต่อเนื่อง จิตมีอารมณ์เสมอ(ไม่ขึ้นไม่ลง = อะจะละ= ไม่หวั่นไหว) คือจิตมีสมาธิ มีพลังและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มาก ไม่ฟูฟุ้งไปตามสิ่งที่จรเข้ามา คุณผู้หญิงก็เช่นกัน เธอชอบทำอาหาร
เวลาเราเผชิญกับทุกข์ภัยไข้เจ็บอารมณ์อันเสมอไม่หวั่นไหว ต่อเนื่อง คือมีสมาธิที่จะกระทำได้มากกว่าที่เราคิด ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ช่วงที่ผมเจ็บปวดยาวนานเพราะตกจมอยู่ในทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ หลุดมาได้เองเพราะเห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ เมื่อเห็นแล้ว เห็นเหตุปัจจัย เราจะสร้างสรรค์ต่อไป มีชีวิตงดงามและมีประโยชน์ต่อไป...
คุณผู้หญิงไปจัดการธุึระต่อ ผมก็เพลินใจในบ้านสวนต่ออีกสักครู่เมื่อใกล้เที่ยงจึงขอตัวกลับ คุณผู้หญิงและคุณลูกชายมาส่ง เห็นใบหน้าแล้วแวบแรกเหมือนคุณพ่อ ดูพิศแล้วเหมือนคุณแม่ ชมในใจว่าได้มาทั้งพ่อและแม่ ระเบียบ ระบบ และขัดขืนในตัว เป็น ปุตตะ ผู้ยังความฝันให้เต็มได้อย่างแน่นอน
สนทนากับคุณลูกชายทราบว่าเป็น Chef เคยอยู่ ออสเตรเลียมา 9 ปี ได้ทั้ง อาหารอิตาเลี่ยน จีน ออสเตรเลีย นี่แสดงว่ายังไม่มี ทั้งวัตถุดิบ และแรงบันดาลใจ ยังคง สำรวจ ลูกค้าอยู่ เวลายังบ่มเพาะไม่ถึงเวลาจะมา เมล็ดพันธุ์ไม่ได้เติบโตในวันเดียวต้องรอตั้งนาน จนเมื่อพร้อม จะหยั่งรากระบัดใบ ได้เจริญอย่างคงทน
จากลากันมาด้วยเสนออาจไม่เป็นเรื่องก็ได้ คือชวนคิด อาหารไทยฟิวชั่น ชื่อ เบอเกอร์ถั่วเน่า ... เสนอ Chef แล้วผมคงต้องทำอีกสักหนสองหนต่อไป...
มีความสุข เต็มอิ่ม แม้ไม่ได้ทาน แหนมคลุก ได้เต็มอิ่มกับความใส่ใจที่ได้รับ แล้วจะมาเยือนอีกครับ
ลุงแหนมคลุก บันทึกเมื่อ 17.55 วันที 8 พฤษภาคม 2569

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น